วิญญาณที่เหลืออยู่

posted on 31 Jan 2007 10:04 by omegaohm  in SHORT-STORY

เรื่องสั้น เรื่องแรกของกระผม (คาดว่ามันยาวมากเกือบจะไม่เป็นเรื่องสั้นอยู่แล้ว)

แต่ก็คั่นจุดหมายไว้แปดหมายเลขแล้ว อ่านทีละเลขก็ยังสบายๆ

เชิญตามอัธยาศัย

.


1

.


รถประจำทางสาย 88 พา มิว เคลื่อนด้วยความเร็วสูง
กระชากทึ้งต้นไม้ข้างทางเป็นเส้นๆ
ไหลยืดเชื่อมเป็นต้นเดียวกัน มิวแก้มสั่น เท้าสั่น
ผู้โดยสารทุกคนสั่น จะว่าไป
วัสดุทุกชิ้นที่เกี่ยวประกอบกันเป็นรถคันนี้
กำลังสั่นสะเทือนส่งเสียง ฟังดูเหมือนมันร้องโอดครวญว่า

จะพยายามให้ถึงที่สุดคร้าบ

สมมติฐานได้ ว่าถ้าชิ้นส่วนหนึ่งของรถเริ่มหลุดไป
ทุกชิ้นจะหลุดตามๆกัน ไฟหน้ายันท่อไอเสีย
ร่อยหรอจนกลายเป็นเศษเหล็ก
ทลายไหลหมอบลงไปตายข้างทางอย่างทุรนทุราย

หากตายก็ตายไป เป็นอันว่าหน้าที่ของเขาหมดลงแค่นี้
มิวปลงหน้าเครียดตลอดทาง
จริงๆแล้ว เขาก็ห่วงอยู่เรื่องเดียว นั่นคือ ของสำคัญสิ่งนี้
ที่กอดกุมเข้มงวดอยู่ในมือน้อยๆนี้
มันจะต้องถูกส่งให้ถึงมือของผู้รับ
และนั้นละ คือสาเหตุ
ที่ทำให้เขาต้องมาอยู่บนรถประจำทางเศษเหล็กความเร็วแสง
ก็เพื่อไปรับของสำคัญชิ้นนี้ มาส่งคืนให้กับ หลั๋น
ผู้ควรเป็นเจ้าของนั่นเอง

หลั๋นจองของชิ้นนี้ไว้นานแล้ว
ก็นานจนมิวลืมนั่นละ
เมื่อมีลูกค้าคนอื่นอยากซื้อ มิวก็ขายให้
ดั่งคำโฆษณาที่ถูกประดับประทับติดบนแผ่นไม้หน้าร้านไว้แล้วว่า
เราขายของที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ


ฟังดูสิบแปดมงกุฎไปหน่อย หากจะอธิบายในทางที่ดี
กลไกนั้นง่ายแสนง่าย คือ มิวจะคัดเลือกวัตถุที่ยังมีวิญญาณเหลืออยู่
มาวางขายให้เลือกซื้อ เมื่อมีใครสัมพันธ์เข้ากับของสิ่งหนึ่ง
ก็ไม่แปลกอะไรที่มิวจะขายให้เขา
ปล่อยให้สรรพสิ่งดำเนินเป็นไปดั่งชะตากรรมของกันและกัน
ง่ายดายเพียงนั้น และทุกครั้งที่ใครอยากได้ของในร้านมิว
พวกเขาก็จะซื้อทันที เหมือนมันคือชิ้นส่วนหนึ่งที่หายไปของชีวิต
มิอาจรอวันหลัง มิอาจชั่งใจกับสิ่งอื่น
ของพวกนั้นก็ทำตัวดึงดูดผู้ที่ควรเป็นเจ้าของมันด้วยมนต์ประหลาด
เป็นอันต้องเออออห่อหมกกันไปทุกราย
ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเกิดเหตุการณ์ยุ่งยาก
เช่น ในกรณีของหลั๋น


หลั๋นไม่มีเงินซื้อ เงินแค่ห้าสิบบาทเท่านั้น
ทำไมไม่มีเงินซื้อ แม้หลั๋นจะเป็นเด็ก
แต่ไม่มีเงินซื้อของที่อยากได้เลยเชียวหรือ พ่อแม่ละ
มีไว้ทำไม เรื่องนี้ละที่มิวไม่เข้าใจ จนได้ถามกับโม่โม่
เด็กรุ่นเดียวกันกับหลั๋น ถึงได้รู้ว่า แม่หลั๋นเป็นกระหรี่!


แล้วกระหรี่ไม่มีเงินเหรอมิวถาม
ไม่มีหรอก แม่มันติดเงินเขาไปทั่ว บ้านเราแม่มันก็ยังติดเล้ย โม่โม่ตอบ
แล้วพ่อเขาละ
จะไปรู้เรอะ ไม่เคยเห็น โม่โม่ตอบพร้อมกับวิ่งหนีไปเข้ากลุ่ม


ในความคิดของมิว หรือ กลุ่มเด็กๆรุ่นเดียวกันอย่างโม่โม่และเพื่อนๆ
กระหรี่ ก็คือ กระหรี่ ไม่เห็นได้มีอะไรสนุกหรือแปลกไปกว่านั้น
แปลว่าอะไร กลไกเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ผู้ใหญ่ฝากให้จดจำ
ในทางเดียวกัน
ลูกกระหรี่แปลก็ความหมายเหมือนหลั๋นขี้รดกางเกง
ไม่ควรไปเล่นด้วยเท่านั้นเอง
แต่ถ้ามันทำให้หลั๋นโกรธเป็นบ้าเป็นหลังตอนโดนล้อ
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
มิวไม่ใช่เพื่อนกลุ่มเดียวกับโม่โม่ แก๊งล่าน้ำตก
เด็กห้าหกคนจับรถจักรยานขี่ไปทุกซอกของเมืองอู่ทอง
เสาะหาบ่อน้ำ คลอง ห้วย แมลงแปลกๆและปาฏิหาริย์
แต่อันเป็นหัวใจสำคัญ ต้องนี่ น้ำตก
ครั้งหนึ่งทั้งหกคนโดนตีกันยกใหญ่ ข่าวเฮอาไปทั่ว
ว่าไอ้เด็กกลุ่มนี้มันปั่นจักรยาน
ไปล่าน้ำตกกันที่ตำบลยุ้งทลาย
คงเป็นระยะทางกว่าสิบกิโล ทางเป็นป่า
นานๆครั้งจะมีเจดีย์เก่าๆผุดแทรกเงาไม้ให้เห็น
ต้นไม้ขึ้นสูงป้องแสงแดด ยิ่งไกลยิ่งน่ากลัว
ยิ่งมืดยิ่งเงียบวังเวง ดันกลัวผีมากกว่าหลงป่า
กลับกันมา กว่าสองทุ่ม พ่อแม่ตามกันจ้าละหวั่น
พ่อแม่ของโจ้ อาของหร๋อย พ่อของนัด
เตี่ยของช้าง ม๊าของต้า
และแม่ของโม่โม่ ยืนเคาะไม้เรียว รอกันเป็นแถว

ส่วน หลั๋น ...นั่งอยู่บ้านคนเดียวขณะแม่และพี่ต้องไปทำงาน
แม่ของหลั๋นเป็นคนเชียงราย พี่สาวอีกคน
เพิ่งมาอยู่อู่ทองได้ไม่นาน ทั้งสามเช่าบ้านเก่ากรอบอยู่ริมเขตหมู่บ้าน
ทั้งคู่ทำงานที่ใบโพธิ์อาบอบนวด ตอนกลางวันทั้งสองจะนอนหลับ
หลั๋นจึงต้องออกมานอกบ้าน เพื่อไม่ส่งเสียงรบกวนการนอนของทั้งสองคน
เล่นข้างนอกไม่มีที่ให้สิงเหมือนพวกโม่โม่ในโรงสเกตเก่าอันร่มเย็นกว้างใหญ่
ขอเข้ากลุ่มด้วยก็ยาก เงื่อนไขมากมายไปหมด
มากเท่าที่จะคิดกันออก ทำให้หลั๋นต้องเล่นกลางแดด
ผิวคล้ำกร้านขึ้น ในขณะที่แม่และพี่สาวนอนกลางวันไม่โดนแดด
บวกที่เป็นคนเหนือ ผิวขาวผ่องเนียนจนถีบหลั๋นกระเด็นออกมา
ในตอนเดินซื้อกับข้าวยามเย็นด้วยกัน คล้ายไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน
แต่ หากเขาได้ยินแม่ค้าพูดนินทาทำนองนี้ ก็อดดีใจเล็กๆไม่ได้
ทำไมนะหรือ ก็เขาไม่ต้องเป็นหนึ่งในขบวนการกระหรี่
ให้พวกเด็กอื่นๆล้อนะสิ นี่ละความสุขเล็กๆยามเย็นของหลั๋น
อย่าน้อยก็เป็นข้อดีปลอบใจในการเล่นกลางแดด


หลั๋นเป็นเด็กเงียบๆ ไม่พูดจากับใคร ไม่เคยยิ้มให้ใครเห็น
โม่โม่เป็นผู้โชคดี บังเอิญในวันนั้น ที่โรงสเกตร้าง
หลั๋นแอบมานั่งหลบแดดตรงทางออกซึ่งรกด้วยพงหญ้า
จะให้พวกโมโม่ที่อยู่ข้างในเห็นไม่ได้ ถ้าพลาดอาจโดนล้อ
เขาอยู่เงียบเชียบ นั่งเด็ดฉีกหญ้าเรื่อยเปื่อยอยู่ตรงนั้น
แล้วเสียงจากด้านในก็เริ่มเฮดังขึ้น ต้าเพิ่งกลับมาจากชะอำ
ตัวดำปี๋ เล่าเรื่องเล่นน้ำทะเลสามชั่วโมงติด
รสเค็มปี๋ของน้ำทะเลที่ลองไปหลายอึก ท่าตีคลื่น มุดห่วงยาง
เหยี่ยวรดกางเกงลงในทะเล ขี้ก็ปริบออกมานิดหนึ่ง
ไล่จับปูลม เตะบอล ฟังเสียงจากเปลือกหอย
ฟังเสียงจากหอย !? เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน หลั๋นแอบฟังมาตั้งแต่ต้น
เขาหน้านิ่ว คำนั้นยังสะท้อนไปมา

เฮ้ย ฟังเสียงจากหอยเนี่ยนะ เขาไม่อาจคิดอยู่แต่ในใจ
จนต้องพึมพำออกมาบรรเทาความกังขา


เสียงมันจะดัง วิ้ว วิ้ว วิ้ว บางทีก็เรียกชื่อกูด้วยละ ต้าอวดอ้าง
ปากจู๋ประกอบท่าทางอ้วนๆ ดูน่าหมั่นไส้
โอ่ย ไอ้ขี้โม้ เรียกชื่อแม่มึงนะสิ ไอ้อ้วนเอ้ย นัดสวนอย่างเป็นธรรมชาติ
มันก็แค่ลมละว้า
สัตว์ ไม่เคยไปทะเลแม่งอย่ามา อย่ามา
เคยโว้ย กูไปมาตอนปิดเทอม
ตอนนั้นครูยังไม่ได้สอนเรื่อง เอาหอยแนบหู
นี่หว่า มึงอย่ามามั่ว ครูปานใจเพิ่งสอน
เทอมนี้ ว้าย มั่วมั่วมั่ว
กูรู้ตั้งนานแล้วเว้ยไอ้อ้วน ถุย โง่วะมึง นัดเริ่มฉุน ออกแข็งออกขา


ขณะที่เด็กคนอื่นๆฟังทั้งสองเถียงกัน
ซึ่งมันเถียงกันประจำแทบตลอดเวลา ไม่มีเหตุผลใดที่โม่โม่
หรือเพื่อนๆ หรือมนุษยชาติ หรือแม้แต่เม็ดมะม่วงต้องทนฟัง
เขาจับจักรยานกระดื้บคืบเท้าไถลไปเรื่อยๆ วนไปตามรอบลานสเกต
ถึงตรงทางออก เขาแลเห็นหลั๋นนั่งพิงผนังอยู่
โม่โม่ยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างเห็นหลั๋นยิ้มอยู่พอดี


มึงยิ้มอะไรวะ โม่โม่ถาม
ปะ เปล่า หลั๋นสะดุ้งโหย๋ง รีบลุกขึ้นยืน
วิ่งหนีเข้าไปในสวนมะม่วงหลังโรงสเกตนั่น


โม่โม่มองตามแต่ไม่ได้ใส่ใจ ราคาเดียวกับไอ้สองคนเถียงกันนั่นละ
เขาเคลื่อนไหวแบบเดิม กระดื้บกลับไปหากลุ่มเพื่อน
และเตือนว่าถึงเวลา ดราก้อนบอลภาคพิเศษมาแล้ว


.


2

.

ตั้งแต่นั้นมาในวิญญาณของหลั๋นก็เฝ้าคุ่นคิดถึงแต่ทะเล
มันคืออะไรกันหนอ เสียงนั่นจะเป็นยังไงกัน
จะเรียกชื่อเราหรือเปล่า ทะเลที่ว่านั่น มีน้ำเยอะๆ เค็มๆ
เราจะเหยี่ยวรดลงไปก็ได้ เท่าที่ฟังมา น่าจะขี้ได้ด้วย
มีปูลมให้จับกินฟรีๆ และที่สำคัญ พอกลับมา ตัวเราก็จะดำ
ดำปี๋เลย แล้วเราก็ไม่ต้องเป็นหนึ่งในขบวนการกระหรี่อย่างสมบูรณ์แบบ
ทะเล ทะเล ที่ที่จะเปลี่ยนเราเป็นคนใหม่ ทะเลนี่เยี่ยมจริงๆ
หากชีวิตนี้ต้องตายไปสักวันหนึ่ง เมื่อไรไม่ว่า
ขอแค่ตายด้วยคลองคลื่นในทะเลก็แล้วกัน
เขาสาบาน

เขาคิดอย่างนั้นมาตลอด บางครั้งก็ถามแม่หรือพี่สาว
แต่ทั้งสองกลับตอบว่าไม่เคยไปเหมือนกัน ทะเลสวย
แต่เห็นก็แค่ในทีวี แล้วยังรีบไล่เขาออกมาเล่นข้างนอกอีกตะหาก

นั่นละ นั่นละ ต่อจากนั้น หลั๋นก็พบร้านของมิว
ดั่งดวงดาวหลงวงโคจร
โดนดูดไปอีกฟากจักรวาล ร้านของมิวตั้งอยู่หลังสุดของหมู่บ้าน
เรียกได้ว่าคนละฟากกับหลั๋น บ้านแถวสุดท้ายก่อนจบด้วยป่า
และคันคลอง ทางลาดขึ้นเป็นเนิน ยากแก่ผู้ที่ไม่จงใจจะมาถึง
บ้านไม้ทั่วไปถูกประกบด้วยบ้านไม้ทั่วไปอีกฟากละหลัง
เก่าเคียงกัน ด้านหน้ามีไข่โหลให้หมุนวางบนแคร่ทำหน้าที่เหมือนป้อมยามรักษาการณ์
ข้างในเป็นชั้นวางของระเกะระกะ มีหมวกก่อสร้าง พัดลมตั้งโต๊ะ
แก้วกาแฟ โมบายสังกะสี ของเล่นตกแต่งวันฮาโลวีน
และของแปลกๆไม่อาจจำกัดประเภท กลิ่นเก่าคลุ้งจมูก
แสงแดดส่องส่งลงมาเพียงเส้นลำละอองฝุ่น
ชี้หล่นไปยังข้าวของต่างๆในร้าน ประกายเหลืองอบอวล
ผสมทุกสิ่งด้วยสีเหลือง มองจากภายนอกเหมือนหลงในท้องปลาวาฬ
ดูไม่ออกว่าอะไรรุงรังอยู่ข้างใน หยุดมองรอบตัวสักพัก
ถนนที่เขายืน ฝั่งขวาชี้ถนนใหญ่ ฝั่งซ้ายชี้ถนนเข้าวัด
ข้างหน้าคือบ้านหน้าตาน่ากลัว
หลั๋นเดิน ตากแดดอ้อยอิ่งมาเรื่อยจนถึงที่นี่
ไปไหนต่อไม่ได้นอกจากเดินกลับ
... เข้าไปหน่อยไหม
เขาถามตัวเอง แต่นั่น ก็หลังจากที่เขาก้าวเข้าไปโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว

สวัสดีครับ เลือกดูได้ตามสบายเลยนะ เสียงของมิวเอื้อนเอ่ยทักทาย
ชัด! เป็นเสียงเด็ก คงรุ่นราวคราวเดียวกับเรา หลั๋นคิด
นิ่งไม่ตอบอะไร มองไปรอบๆร้าน ถอยออกมามอง ป้ายหน้าร้านเขียนไว้ว่า
เราขายของที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ
หือ ? แปลว่าอะไรหรือ หลั๋นไม่เข้าใจและก็ไม่อยากเข้าใจในตอนนี้
แต่ เมื่อก้าวแรกสาวเข้าไปในร้าน รู้สึกเหมือนเขาก้าวเข้าสู่ดินแดนใหม่
สิ่งของที่เรียงรายต่อหน้าเหมือนมันนอนหลับ
บางชิ้นก็แกล้งหลับแล้วแอบยิ้มแอบขำกันอยู่
บางชิ้นก็ดูเหมือนมันนั่งเต๊ะท่ามาดคนใหญ่คนโต
แต่มันก็สงบอยู่ตรงนั้น อะไรกันนี่ ความรู้สึกแบบนี้
อบอุ่นด้วยไออ่อน คล้ายกับมีเพื่อนเล่น คล้ายเล่นอยู่กับเพื่อน
คล้ายการกอดกระโดดโลดเต้นกันอย่างมีความสุข
เป็นไปไม่ได้ที่จะเทียบความรู้สึกได้ถูก
ก็เขาไม่เคยได้รับความรู้สึกอย่างนั้นเลยนี่ ไม่เคยมีเพื่อน
แล้วนี่อะไร หัวใจที่กระโดดโลดเต้น กระเด้งออกมาคุยกันต่อหน้า
ไม่รู้ละไม่สนใจแล้ว ด้วยห้อมล้อมจากสิ่งของเหล่านี้ ถ้าเป็นไปได้
เขาอยากอยู่ที่นี่ชั่วชีวิต หากไม่ได้ แน่ละ ก็ขอแค่อยู่ที่นี่ให้นานที่สุด

นี่คือความรู้สึกพื้นฐานสำหรับผู้ที่มาเยือนร้านนี้เป็นครั้งแรก
บอกได้เลย เหมือนร้านแห่งนี้ถูกสร้างมาเพื่อคุณ
เหมือนมันตั้งรอคุณอยู่อย่างแปลกประหลาด
ต้องแปลกเข้าไปใหญ่หากรู้ว่าที่แห่งนี้ดำเนินการโดยเด็กเพียงคนเดียว
คือ มิว นั่นเอง ฉะนั้นของทุกชิ้นในร้านจะถูกจัดอยู่ในระดับสายตาเด็ก
หากผู้ใหญ่มาก็ต้องก้มตัวกันดูละ ที่สูงๆขึ้นไป
จะเป็นการโยนของไปกองๆไว้
วันดีคืนดีค่อยต่อบันไดขึ้นไปจัดระเบียบกันสักครั้งหนึ่ง
ที่มองเห็นว่ารก ระเกะระกะจากภายนอกก็คือกองสุมสิ่งของเหล่านี้นั่นเอง
ราคาก็เด็กๆเช่นกัน ด้วยคำโฆษณาบนป้ายหน้าร้าน
มิวขายของแพงไม่ได้ แพงมากเด็กจะไม่มีเงินซื้อ
เหมือนแกล้งกัน ทุกเพศทุกวัยต้องโอกาสเท่ากัน
ในขณะที่ของบางชิ้น หากผู้ใหญ่มาซื้อ
เขาอาจขึ้นราคากันตอนนั้นนิดหน่อย
คล้ายฝรั่งมั่งคั่งมาเที่ยวไทยนั่นแหละ
เอ่ยราคาปุ๊บปั๊บ มิวเลยไม่เคยลดราคา
ลดไม่เป็น ราคาจะผุดปิ๊งขึ้นในหัว
หลังจากนั้นแล้วจะเปลี่ยนไม่ได้ ราคาบริสุทธิ์
สุทธิแท้จริงจนไร้เดียงสา
แต่ด้วยมนตราบางอย่างทำให้มันดำเนินไปอย่างดีเยี่ยม
ไม่เคยเกิดเรื่องราวร้ายๆ ไม่เคยถูกโกงหรือมีขโมย
ไม่มีเหตุการณ์ใดเหนือการคาดหมายของมิว
มนตราใดนะหรือ ให้เดาก็คงจะเป็นบรรยากาศลึกลับที่อบอวลในร้าน
และถ้าจะโก้เก๋สักหน่อย ก็เดาว่า ไอ้ป้ายคำโฆษณานั่นเองละ

หลั๋นหยุดกึกหน้าเปลือกหอยสีส้ม ลังเลอยู่อึดใจก่อนเอ่ยถาม


จับได้มั๊ย
ได้ซี่ เอาเลย มิวอนุญาติทันที


กลไกเริ่มขึ้น เขาเอามันขึ้นแนบหู ประกบประหนึ่งถูกชิ้นถูกอัน
เป็นอีกชิ้นหนึ่งของกันและกันอย่าง พอดิบพอดี
สวยงามดั่งภาพศิลปะ ไม่ใช่ว่าเด็กเอาเปลือกหอยแนบหู
ไม่ใช่ว่าเปลือกหอยดูดเด็กมาติดไว้ มันคือหนึ่งชิ้นหนึ่งเดียว
หาใช่ภาพกำกวมแต่อย่างใด มันก็แค่
หลั๋นแนบเปลือกหอยลงกับหูเพียงเท่านั้น
โสตสดับสรรพเสียง รอบด้านดับสนิท
ไฟถูกปิดไล่เรื่อยมาจนดวงสุดท้าย
เงียบมนฤตยู เงียบ พิลึกพิลั่น และแล้ว
หลั๋นก็ได้ยินเสียง ... มันค่อยๆก้องขึ้นมา
ได้ยินทุกโสตส่วน ได้ยินที่ตาน้ำตาไหล ได้ยินที่ลิ้นน้ำลายคั่ง
ได้ยินที่ผิวแผ่วละมุน ราวสรรพสิ่งปล่อยลอยวิญญาณของตนจากฝั่งหนึ่ง
ฝากให้กับมวยคลื่นนำพามาส่งสู่อีกฟากฝั่ง
ครั้งเคยเปลี่ยวร้างกลางทะเล
บัดนี้ได้ยืดเหยียดมอบให้ที่ปลายหาด
เป็นเสียงครางสงบสงัดสุดท้ายแล้วจากไป
ปลุกปั่นวิญญาณให้ร่ำร้อง ให้ได้ยินทุกคำที่อยากได้ยิน
ทุกเสียงที่แอบแฝงแล้งเร้นในหลืบโลก ถูกงัดแงะแคะดึง
ให้ฟื้นคืนชีวิต ปลอบประโลมลูบไล้ร่วงโรยไหลหลอมรวมสู่แห่งเดียวกัน
สรรพเสียงที่ถูกคัดสรรมาแล้ว สรรพเสียงที่น้อมยอมรับตัวตนของเขา
ร้องเรียกชื่อเขาอยู่บัดนี้ เสียงนั้นเขาอาจเรียกได้ในนิยามหนึ่งว่า
เสียงของทะเล หลั๋นยืนฟังอยู่อย่างนั้น ตราบนานเท่านาน
เมื่อเขาปลดจากเปลือกหอย มิวจึงเอ่ยปาก


ห้าสิบบาท
หือ
ห้าสิบบาทสำหรับเปลือกหอยนั่น
แพง
!!?? มิวมึนตึ้บกับคำพูดของหลั๋น
ดั่งนับว่าเป็นคำพูดที่ไม่เคยได้ยินในชีวิต จำต้องวิเคราะห์ความหมาย

นายก็มาใหม่เมื่อมันไม่แพงก็แล้วกัน มิวพูดเมื่อเขาตั้งสติได้
หลั๋นจ้องหน้ามิวอย่างงุนงง อะไรวะ พูดยังไง งง
จะแพงไม่แพงก็อยู่ที่คนขายไม่ใช่หรือ คิดจบเขาก็ถามออกไปอย่างนั้น
ของแพงไม่แพง อยู่ที่คนขายไม่ใช่เรอะ
หือ อ่อ เหรอ อย่างนั้นเหรอ แต่ ... ฉันว่ามันกลับกันนะ
ของแพงไม่แพงอยู่ที่คนซื้อละ ของแพงนะ
นั่นมันของที่ไม่เหมาะสมกับนายตะหาก
และนายก็ไม่อยากได้มันหรอก มิว อธิบาย
ราบเรียบหน้าตาเฉย ทำเอาหลั๋นงงไปพักใหญ่


หลั๋นบรรจงวางเปลือกหอยคืนบนชั้น
ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าเด็กวางของที่อยากได้คืนที่เดิม
เจ็บมึนงงเงียบงัน หลั๋นตัวชาเดินออกจากร้าน
ไม่รู้จะเถียงอะไรต่อ ก็เพราะไม่เข้าใจที่ไอ้เด็กคนนี้พูดนะสิ
รู้แต่ว่าไอ้เด็กนี่พิลึก ไอ้ร้านนี่ก็พิลึก
พิลึกเข้าไปใหญ่ที่มันไม่ล้อเรา หรือมันยังไม่รู้
ว่าแม่เราเป็นกระหรี่ ไม่เหมือนพวกโมโม่ ไม่ได้เป็นเพื่อนกัน
หรือยังไง โอ้ย งง หลั๋นคิดอยู่กับตัวเอง แต่ก็ตกลงใจว่า
ที่นี่แปลก อยู่แล้วปลอดภัย สบายใจ อบอุ่น
เสียอย่างเดียวแดดไม่เผาให้ตัวดำ แต่นั่นยกเว้นได้
นับแต่นั้นมา หลั๋นก็อยู่ที่ที่เดียวเป็นประจำแทบจะตลอดทั้งวันทุกวัน
จนวันที่แม่เขาถูกซ้อม เขาต้องช่วยพี่สาวดูแลแม่อยู่ที่บ้าน
ในใจยังคิดแต่สิ่งอื่น ทะเล เปลือกหอย ทนไม่ไหวแล้ว
ห้าสิบบาทมันมากหรือเปล่านะที่จะขอกับแม่ จะว่าไป
เกิดมาเขาก็ไม่เคยขอเงินเกินห้าบาทด้วยซ้ำ แถมบางครั้งก็ไม่ได้เลย
หากเก็บเงินเอง คงใช่เวลาถึงครึ่งปี หรืออาจชั่วชีวิต ตาชั่งเอนแล้ว
ขอแม่ดูเลยดีกว่า


แม่ เฮาขอตังค์ห้าสิ้บสิ
มึงเอาไปยะอะหยั๋งหลั๋นพี่สาวที่อยู่ใกล้ถามก่อนแม่จะหันมามองเสียอีก
ซื่อของหลั๋นก้มหน้าไม่กล้ามองแม่
ซื้ออะหยั๋งก๊ะ แม่ถาม
หอย เปลือกหอย หลั๋นตอบเสียงสั่น
เปลือกหอย อะหยั๋งห้าสิ้บบาท หลั่น ง่าววอกขนาด
พี่สาวด่าด้วยความหงุดหงิด
หลั๋นก้มหน้า พูดไปก็ไม่เข้าใจกัน พวกคนไม่เคยไปทะเล
ไม่เคยแนบฟังเสียงนั้น ไม่เคยคิดไม่เคยฝันอะไรเลย
รังแต่จะทำให้เขาขายหน้า ถูกตราหน้าว่าเป็นลูกกระหรี่ไม่มีพ่อ
หากเขามีพ่อ พ่อต้องให้เงินเขา เขารู้ได้ เก็บกดอารมณ์ไว้ได้เพียงแค่นั้น
ลุกเดินไม่ทันพ้นประตู สติขาด หันมาตวาดกับแม่และพี่สาว

อีแฮ่น กะหรี่ เฮาบ่ชอบมึง


แล้วเขาก็วิ่งหนีไป ร้องไห้ น้ำตาไหลเหมือนไม่มีวันหมด
ไหลเหมือนเสียใจไม่มีวันหาย เหมือนเกิดมาเพื่อโกรธเกลียด
ใครบางคนขโมยเนื้อตัวเป็นรูขาดห้วง ไม่มีทางได้กลับคืน
ดึงทึ้งฉีกทิ้งต่อหน้า เชื่องช้าทารุณ ลิ้นชาปากชา
ขมเปรี้ยวเผื่อนปลายลิ้น
หินหนักหน่วงก้อนแล้วก้อนเล่าปากระทบเขวี้ยงทะลุ
ร่างกายเจ็บปวดบอบช้ำแต่ไม่ปรากฏแผล
เท้ายังก้าวไถลไร้จุดหมาย ในตอนนี้ วิ่งให้รถชนตายไปเสียยังดีกว่า
แต่เขาสาบานไว้แล้วว่าจะตายในลำคลื่น ในท้องทะเล


...ขโมย มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะได้มันมา

.


3

.


เสียงดนตรีแผ่วเบาลอยระบำขึ้นประดับอากาศ
และท้องฟ้าสดใสในสีไอศกรีมรสเผือก
หมู่บ้านเริ่มตื่นและส่งเสียง ไอเคว้งกรุ่นออกจากเตาเผาถ่าน
ดาวหลายดวงเริ่มดับ เลือนไปด้วยประกายแสงทอจากพระอาทิตย์
มิวขายเปลือกหอยในราคาแปดสิบบาท ให้กับลูกค้าคนหนึ่ง
ในสัปดาห์ก่อน เธออยู่ในท่าเดียวกับหลั๋น หูประกบกับเปลือกหอย
ยืนนานแสนนาน ต่างกันตรงที่เธอซื้อในทันใด
ชั้นตำแหน่งที่เคยวางเปลือกหอยถูกแทนด้วยสิ่งอื่น
ในวันที่หลั๋นตัดสินใจจะมาขโมย

เปลือกหอยอันนั้นอยู่ไหนละ หลั๋นเอ่ยถามหลังเดินวนอยู่นาน
คราบน้ำตายังไม่เหือดหาย
หือ อ่อ ขายไปแล้วละ มิวนึกแค่อึดใจเดียวเพราะเขาจำหลั๋นได้
....

ไม่มีเสียงจากหลั๋น
หัวใจเขาหายไปไหนเสียแล้ว
หัวใจที่เคยเต้นและคุยกันตรงหน้าเมื่อคราวก่อน
บัดนี้หลุดร่วงหล่นหาย เหมือนวิญญาณถูกขับไล่ออกจากร่างกาย
ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าเด็กวางของที่อยากได้คืนที่เดิม
แต่ที่เดิมอันว่างเปล่า ไม่มีโอกาสได้เห็นของที่อยากได้อันนั้นอีกแล้ว
มันเจ็บปวดพิลึกกว่า

ก็...ฉันจองไว้แล้วนี่นา หลั๋นเสียงสั่น
ห๋า.... มิวยังงงอยู่ เท่าที่เขารู้ ไม่มีระบบจองในร้าน
ขอโทษนะ ขายไปแล้วละ ก็นายไม่ซื้อไปเองนี่นา ตั้งนานแล้วนะ
ก็ฉันไม่มีเงิน แม่ฉันไม่สบาย ฉันต้องอยู่ดูแม่นี่

มิวยืนงง ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร เหตุการณ์ไม่เคยพบเคยเจอ
ยิ่งเห็นหลั๋นเริ่มตัวสั่นน้ำตาไหล
ก้มหัวหลบหน้าแดงๆบูดเบี้ยวน้ำลายคั่ง ยืนกำหมัดสั่นอยู่อย่างนั้น
ยิ่งทำอะไรไม่ถูก

ก็ไม่รู้นี่. มิวพูดได้แค่นั้น
ไอ้เหี้ย ไอ้ขี้โกง ฉันจองไว้แล้วนะ มีแต่คนแกล้งฉัน
ไม่เอาแล้ว ไปหาเอาเองก็ได้ เหี้ย!


หลั๋นหุนหันวิ่งออกจากร้านมิว ชนแคร่หกล้มน่าจะได้แผล
สะอึกสะอื้นก่อนจะลุกขึ้นวิ่งต่อ ไข่โหลล้มนอนลงบนแคร่
มิวยืนงงอยู่ตรงนั้น เหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นแล้ว
หนึ่งในสิ่งที่มิวกลัว เหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอ ที่ทำตัวไม่ถูก
วิญญาณกระเจิดกระเจิงเสียขวัญ
ดั่งถูกจับโยนลงในดาวต่างถิ่นไม่เป็นมิตร
ต่อไปควรทำอย่างไร ควรเดินไปไหนก่อน
นั่งไหม นอนไหม ร้องไห้ไหม อย่างไรดี
เหมือนคำว่าด่าทอ ของหลั๋นเป็นจริงไปเสียหมด
เราโกงเขาเสียแล้ว โกงโชคชะตาอยู่งั้นหรือ หากเราตัดสินใจเป็นคน
สับหมุนผลัดเปลี่ยนเข้าไปยุ่งกับชีวิตคนอื่นเข้าแล้ว
เราต้องมีส่วนรับผิดชอบสานต่อชะตาเขาด้วยละ
มิวเงยมองป้ายคำโฆษณาสวยหรูของเขา


เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วละ


เขาตัดสินใจแล้วว่า เขาต้องไปเอาเปลือกหอยนั้นคืนมา

.


4

.

เมื่อคืนหลั๋นไม่ได้กลับบ้าน เมื่อคืนที่หลั๋นด่าแม่และพี่สาวว่าเป็นกระหรี่
และเกลียดพวกเขาเสียเหลือเกิน
แม่นอนร้องไห้ปวดระบมทั้งแผลกายแผลใจ
พี่สาวเกินทนกับภาพแม่นอนร้องไห้
สวมกอดกันกับแม่แล้วร้องไห้ตามเงียบๆ
เราทำถูกแล้วหรือ ด้วยชีวิตที่เป็นมาอย่างนี้
เราควรเปลี่ยนหรือยัง คำถามกรุ่นอยู่ในใจ
แม่ของหลั๋นไม่ได้นอนทั้งคืน ให้ลูกสาวออกไปตามหาน้อง
แต่เธอก็กลัวในความมืดว่าจะมีใครเป็นอันตราย ทั้งหลั๋น ทั้งลูกสาว
ไม่อาจตามหาได้ทั้งคืน


อ้ายหลั๋นมันบ่มีเปื้อน มันจะไปอยู่กับไผ
แม่เอ่ยขึ้นตอนที่ลูกสาวถึงบ้านราวห้าทุ่ม
ไม่ได้ตัวน้องกลับมา หากตัวเองเดินไหวจะช่วยลูกสาวออกหาให้ทั่ว
แต่แน่นอนว่าทำไม่ได้
ทั้งสองได้แต่รอให้ฟ้าสางแล้วจึงออกตามหากันอีกครั้ง
รอแล้วรอเล่า เหมือนฟ้าไม่มีวันสางสำหรับทั้งสองคน
เวลาทั้งโลกไหลรวมมาให้ได้หยุดคิด
น้ำตาแห้งกรังทิ้งคราบสลับรับน้ำค้างยามเช้า
แม่ลุกขึ้นนั่งทั้งระบม แต่ทนนอนเสียไม่ได้
ต้องออกตามหาลูกของเธอ แม้จะเหลือเพียงแค่ขาที่ขยับได้
วิญญาณดวงนี้ก็จะขับเคลื่อนมันไป
ทั้งสองเคลื่อนคลานออกตามหาหลั๋น
ภายใต้ท้องฟ้าสดใส สีไอศกรีมรสเผือก

โมโม่เห็นตัวอะไรเดินดุ่มๆดำๆอยู่ไกล
หรี่ตามองไม่ชัด เมื่อไอ้ตัวนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้น
จึงเห็นว่าเป็น หลั๋น
ที่มันดูแปลกคงเพราะท่าเดินกระท่อนกระแท่นไร้วิญญาณของหลั๋น
สมาชิกแก๊งล่าน้ำตกหันมองตามโมโม่ งงงันกันพักใหญ่
จับจ้องไอ้ตัวประหลาดนั่นเดินผ่านกลุ่มแก๊งไปหน้าตาเฉย
แว่บหนึ่งแอบเห็นคราบน้ำตายังใหม่สด ทั้งกลุ่มแปลกใจ
ปั่นจักรยามตามไปถามประสาเด็ก เพียงเพื่อให้หายข้องใจ


เฮ้ย ไอ้หลั๋น มึงเป็นไรวะโมโม่เอ่ยถาม
ไม่มีเสียงตอบ หลั๋นยังเดินดุ่มไปเรื่อย
มึงจะไปไหนเนี่ย นี่จะออกถนนใหญ่แล้วนะ ต้าเริ่มเตือน

หลั๋นเงียบ ทั้งกลุ่มกระดื๊บจักรยานตามมาเคียงๆและยิงคำถามไม่สิ้นสุด
หลั๋นหยุดเดิน ยืนนิ่ง ยกมือปาดน้ำตา...แล้วเขาก็พูด
พวกแกเลิกแกล้งฉันได้ไหม น้ำตาแอบไหลออกมาอีก
เฮ้ย พวกกูเคยแกล้งมึงเหรอ โมโม่ท้วง
เคย แกล้อแม่ฉัน หลั๋นตอบเสียงสั่น ตอนนี้ก็กำลังแกล้งฉัน
เออ เคยล้อ แต่ต่อไปไม่ล้อแล้ว นี่พวกกูก็ไม่ได้แกล้งมึงนะ โมโม่พูด

น้ำตาของหลั๋นก็ทำให้แก๊งล่าน้ำตกเสียขวัญได้เหมือนกัน
ทั้งแก๊งเออออตาม หน้าตาของโมโม่นั้นจริงจังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ทำให้หลั๋นสงบเบาพายุลงและเชื่อใจได้บ้าง


ทีนี้บอกได้ยัง มึงจะไปไหน โมโม่ถามต่อ
ทะเล หลั๋นตอบ
ชะอำเหรอ ต้าเด้งถามขึ้นมา
.... หลั๋นเงียบครู่หนึ่ง ก่อนยอมรับ ก็เขาไม่รู้จักที่อื่นอีกแล้ว
ไปทำไมวะคนอื่นเริ่มถามมั่ง
หลั๋นเงียบ ออกเดินเชื่องช้า คนอื่นๆก็ขี่ตาม
เฮ้ย แล้วมึงจะไปงาย เดินเหรอนัดถามเหน็บแนม
... หลั๋นยังเงียบและยังเดินต่อไป
เฮ้ย จะออกถนนแล้วนะ แม่กูไม่ให้ออกถนนใหญ่แล้ว
สัตว์ต้าเงียบปากไปนัดหันไปตวาดเพื่อนก่อนหันมาถาม
จะเดินไปจริงอ่ะ
มึงไปไม่ได้หรอกนะโว้ย เดินนะ ต้องนั่งรถไปโจ้บอก

หลั๋นเงียบตลอดช่วงเวลาโดนยิงด้วยคำถามที่ตอบไม่ได้
ก้มหน้าเดินจ้ำอ้าวไร้วิญญาณดั่งที่
โมโม่เห็นในตอนแรก

เฮ้ย งั้นเอางี้ พวกเราไปด้วยกันหมดเลย งวดนี้ไปทะเลกัน
หร๋อยเสนออย่างคึกคะนอง
โหย ไอ้บ้า พ่อกูเอาตายสิสัตว์โจ้เริ่มปอดแหกก่อนใคร
เออ กูเห็นด้วยๆ โดนตีตูดลายชัวร์ ต้าเสริม
มึงก็ไม่ต้องไปสิสัตว์นัดพูด
ไม่ไปก็ไม่เก๋าสิสัตว์ต้าพูด ยังไม่ทันที่นัดเถียงกลับ
โมโม่ก็ปรามขึ้นมา
เฮ้ย มึงจะเถียงกันหาเหี้ยไรวะ
แล้วทุกคนก็เงียบลง ไถลรถไล่ตามหลั๋น

เอ้า งั้นเอางี้ ไอ้หลั๋นมึงนั่งรถพวกกูไป ผลัดกันซ้อน
มีตั้งหกคัน ขี่ไปให้ถึงชะอำเลยโมโม่แสดงความเป็นหัวหน้ากลุ่ม
เออ ไปกันหมดนี่แหละนัดพูด นัดจะเป็นคนแรกที่ตามเสมอ
หลั๋นหยุดเดิน มองหน้าโมโม่และคนอื่นๆอย่างกล้าๆกลัวๆ
ไม่พูดไม่ถามอะไรมากไปกว่านั้น เขาก็ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานของโมโม่

แก๊งล่าน้ำตกและหลั๋นออกเดินทาง
การผสมสูตรใหม่ด้วยเครื่องปรุงรสแปร่ง เช่น หลั๋น
สร้างความอึดอัดแก่กลุ่มบ้างเล็กน้อย
ตอนแรกๆอาจรู้สึกได้ว่าโลกสงบสุข เมื่อต้ากับนัดไม่กล้าเถียงกัน
ช้างไม่กล้าปล่อยมุขเห่ยๆ
หร๋อยไม่ร้องเพลงลูกทุ่งเนื้อแปลงเพลงโปรดประจำการเดินทาง
โจ้ไม่พะว้าพะวงท้วงให้กลับบ้านอย่างเช่นเคย
ทุกคนมุ่งหน้าตั้งหน้าตั้งตาปั่น เงียบงัน อึดอัด เงียบงัน
แบบนี้ไม่ถนัดเลย คงปั่นไปไม่ถึงไหนแน่ๆ ต้าทนสภาวะแบบนี้ไม่ได้
เขาต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว


ฝนตกยิ้มๆ ยายซิ้มเก็บเห็ด ขโมยไล่เจ็ทเก็บเห็ดไม่ทัน...
ต้าร้องเพลงที่เขาชอบที่สุด
ทั้งแก๊งหันมามองด้วยหน้ามุ่ยๆงงๆ ต้าทำเอ๋อ ไม่รับรู้
ร้องเพลงเดิมซ้ำอีกครั้ง เขาร้องซ้ำๆได้
ทั้งวันเลยเชียวละ เพลงเริ่มวนเป็นรอบที่สาม

ไอ้ต้ามึงร้องเพลงเชี่ยไรมึงวะ
นัดแทรกขึ้นมาก่อนต้าจะร้องรอบต่อไป
ก็กูชอบอ่ะ
เพลงแบบนี้อุบาทว์วะ ร้องคาราบาวดีกว่าหร๋อยเสนอ
นอกจากลูกทุ่ง เขายังร้องคาราบาวอีกด้วย


แล้วหร๋อยก็เริ่มบรรเลงเนื้อ บัวลอย ภาคพิเศษ
ด้วยการดัดแปลงเนื้อพอสมควร ได้รับการตอบรับที่ดีกว่าเพลงของต้า
ทุกคนร่วมร้องในท่อนที่ร้องได้ ไม่แปลงเนื้อ
ท่อนเด็ดจะเป็นท่อนจบที่ร้อง บัวลอย..ยอย..ยอย..ยอย
อย่างสุดโต่งของแต่ละคน บางคนก็หอนต่อกันเป็นฝูงหมาเสียอย่างนั้น
เฮฮากันได้เรื่อยๆ หลั๋นเพิ่งเคยฟังเป็นครั้งแรก
เนื้อเพลงประหลาดเพี้ยนสิ้นดี โลกนี้คงมีไม่กี่คนที่จะร้องเนื้อของหร๋อยได้
บางท่อนบางตอนขำจนน้ำตาเล็ด
หลั๋นขำคึกคัก อยู่เบาะหลังจักรยานของโมโม่
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นสนุกสนานดั่งที่เคยเป็นทุกครั้ง
ในการเดินทางล่าน้ำตก
หลั๋นไม่เป็นส่วนผสมแปร่งๆอีกต่อไป กวนกลืนรวมรสเป็นก้อนเดียวกัน
เรื่องราวขำขันเริ่มผุดขึ้นในสมอง เล่าต่อๆกันสนุกสนานยิ่งขึ้น
ต้าและนัดเถียงกันควันโขมงยิ่งกว่าที่เป็นมา
ถึงขนาดอีกฝ่ายยังไม่ทันพูดจบก็โดนเถียงกลับเสียแล้ว
ยิ่งต้องเร่งพูดกันจนฟังไม่รู้เรื่อง
จบลงที่ต่างคนต่างพูดภาษาต่างดาวสุดมั่ว หน้าตาบิดเบี้ยว
กระทั่งเหนื่อยหมดแรงจนเงียบกันไปทั้งคู่
ยิ่งทำให้หลั๋นและทุกๆคนอารมณ์เบิกบาน
เกือบลืมจุดประสงค์ของการเดินทางไปเสียแล้ว
หลั๋นมองทุกๆคนที่รายล้อมเขาอยู่นั้น
แว่บหนึ่งเขาได้ระลึกถึงตอนโดนรายล้อมด้วยข้าวของแปลกๆ
ในร้านของมิว บัดนี้ เปลี่ยนไปเป็นคนจริงๆ
คนเหล่านี้กำลังโอบล้อมเล่นกับเขา
อบอุ่นเพลิดเพลินไม่เหมือนคราวก่อน เพื่อน
คำๆหนึ่งผุดขึ้นในหัวของเขา คนพวกนี้กำลังช่วยเขา
พาเขาไปทะเล การช่วยเหลือกันไม่ว่าใครจะคิดโง่เง่าแค่ไหนก็ตาม
ที่เหลือก็จะโง่ด้วย แบบนี้...คงพอเรียกได้ว่าเพื่อนหรือยัง
หลั๋นก้มมองยางบดกับถนนที่กำลังไหลไปข้างหลัง
นึกย้อนความรู้สึกขณะซ้อนท้ายรถของโมโม่
ซึ่งยังเป็นเพียงผลัดแรกในการเดินทาง

เชี่ย แดดร้อนฉิบ บ่ายแล้วมั๊งยังไม่ถึงบ่อพลอยเลย
ช้างตะโกนบ่นเป็นคนแรก
ต้องเลยบ่อพลอย แยกไปนครปฐม แล้วก็เข้าราชบุรี
แล้วก็เพชรบุรี แล้วก็ชะอำ..เอ เปล่าหว่าหร๋อยทวนเส้นทางอย่าง งงๆ
อู่ทองไปชะอำ เชี่ย...ชาตินี้กูก็ไม่มีวันปั่นไปถึงต้าตะโกนบ่นสมทบ
เออ งั้นมึงก็กลับไปก่อนเลยสัตว์ต้า รำคาญ นัดตะโกนไปข้างหลัง
เฮ้ย ปั่นไปเรื่อยๆก่อนเหอะ ตอนพักเหนื่อยแล้วค่อยคุยกัน
โมโม่ตะโกนออกคำสั่ง

ว่าแล้วทุกคนก็ปั่นกันต่อ เรียงทีละคันตามไหล่ถนน
คันแรกสุดเป็นหร๋อย ต่อมาเป็นนัด โมโม่ที่มีหลั๋นซ้อนท้าย
ต้า โจ้ และตามด้วยช้างอยู่ท้ายสุด
ขอบคุณนะหลั๋นพูด หลังเงียบไปพักใหญ่
ภาคกลางเขาพูด ขอบใจ เว้ย พูดยังไม่ชัดอีกมึงเนี่ย
ขอบใจหลั๋นยิ้ม
เออ โมโม่ตอบ แล้วมึงปั่นให้กูนั่งมั่งก็แล้วกัน

ร่วงเวลาจนบ่ายสามโมง ปั่นกันมาเหน็ดเหนื่อย
อดกินแฟนต้ารสองุ่นและขนมตูมตาม
แทนข้าวที่ร้านข้างทาง ตอนนี้เพิ่งถึงบ่อพลอย
จุดหมายแรกในสมมติการเดินทาง
จะไปต่อยังอีกไกลโข ทั้งกลุ่มนั่งคุยกันหาทีท่าสรุปการเดินทาง
ตอนนี้หลายเสียงเอนโอนให้กลับบ้านดีกว่า


พวกมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย โมโม่พูด ทิ้งกันเฉยเลยวะ
แต่มันยังอีกไกลจริงๆนะโว้ย ไปไม่ไหวหรอก
หร๋อยผู้ชำนาญทางชี้แจง
...
ไม่มีใครพูดต่อ
ทุกคนเหนื่อย ไม่ค่อยจะเถียงกันเท่าไร สังเกตได้เลย
จากที่ต้ากับนัดที่เคยเถียงกันตลอด ตอนนี้นั่งแซ่วอยู่บนจักรยาน
เท้าหยั่งดินแล้วก้มหน้าหลบแดด หลั๋นลงจากเบาะหลัง
เดินวนไปกลางกลุ่ม
ไม่ต้องไปแล้วละ พวกแกกลับเถอะหลั๋นพูด
เฮ้ย ได้ไง มึงจะไม่ไปแล้วเหรอ
ไป นะ ไป แต่ฉันจะไปเอง พวกแกไม่ต้องพาไปหรอก
แล้วมึงจะไปไงวะ
โอ้ ขึ้นรถเมล์ไปดิ
ตรงนี้เดี๋ยวก็มีรถเมล์ไปนครปฐมแล้วก็ไปต่อรถเอาดิ
โจ้สนับสนุนขึ้นมาทันที
เฮ้ยได้ไงวะ งั้นก็ทิ้งกันนะสิโมโม่พยายามท้วง
ไม่ทิ้งหรอก หลั๋นพูดเรียบเฉยแต่เปี่ยมไปด้วยความตื้นตัน
แค่นี้ก็ขอบใจแล้ว
ไม่มีใครพูดต่อ มองหน้าปรึกษากัน กระพริบตาปริบๆ
หยดเหงื่อไหลลงปลายคาง รอค้างให้มีการเคลื่อนไหว จึงหล่นลงสู่พื้น
มีเงินป่าว นัดถาม
ไม่มีหลั๋นมั่นใจ
พวกเรามีเท่าไรนัดจัดแจงรวมเงินจากทุกคน


ได้จากนัดถึงหกสิบบาท โจ้เหลือสองบาท โมโม่ยี่สิบ
ต้าแปดบาทหร๋อยไม่มีเงิน ช้างอีกสิบแปดบาท
เป็นทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดบาท เงินมากโขสำหรับเด็กอย่างพวกเขา
โดยเฉพาะหลั๋น คงซื้อจานบินได้สักแปดลำทีเดียว
ค่ารถประมาณหกสิบมั๊งหร๋อยผู้ชำนาญทางบอก
ไปแล้วยังเหลือเงินอีกเยอะ
หลั๋นยิ้มอีกครั้ง ว่าแล้วก็รอรถประจำทางสาย 88
เพื่อส่งหลั๋นไปใกล้ทะเลอีกทีละนิดทีละหน่อย

เมื่อหลั๋นขึ้นรถไปแล้ว โบกมือลากันเรียบร้อย
แลรถประจำทางลับไปเป็นจุดดำๆบนพื้นเดือด
แม้ใจหายแต่ไม่อาจคิดว่าได้ทอดทิ้งกัน
หากแต่ละคนมีเส้นนำทาง บางเส้นก็รัดดึง
เราได้เกื้อหนุนกันจนถึงที่สุด สุดสายของปลายเส้น
มิอาจมีอะไรเสกบันดาลด้วยเวทย์มนต์ของพวกเขาได้มากกว่านี้แล้ว
ทุกคนในแก๊งปั่นจักรยานกลับบ้าน ไม่มีใครพูดจากัน
คงไม่เพราะเหน็ดเหนื่อย แต่อาจกล่าวได้ว่า
ในขณะนี้วิญญาณของทุกคนกำลังลงตัวพอดี
เกาะกระชับร่างไปทุกย่างการเคลื่อนไหว
หัวใจบวมเบ่งเหมือนทหารกล้าเพิ่งคว้าชัยในสนามรบ
น้ำตาปีติซึมซับอยู่ภายใน อิ่มเอมแต่ไม่อาจแย้มยิ้ม
หมุนปั่นเงียบเชียบ เส้นเหล็กยันล้อสะท้อนแสงช่วงสุดท้ายของวัน
กระพริบหมุนตามวงปั่น มีเพียงเสียง ฟืดๆ ของล้อยางย่ำบดถนนให้ได้ยิน
ก้องกังวานในโสตเสนาะ แนบพร้อมไปกับท้องฟ้าสีครามเข้ม
แล้วเลือนหายแยกย้ายไปตามรังนอนผ่อนพักของแต่ละคน
ราตรีเยี่ยมเยือน เพียงแผ่นฟ้าและดวงจันทร์ยังคงจารึกสานต่อ
การเดินทางในครั้งนี้ แม้ร่วงเวลาลับ ความฝันทับถม
ความทรงจำนี้จักบันทึกอยู่แห่งหนใด
ในแดนดินแห่งความหลงลืมอันกว้างใหญ่
มั่นใจในไม่ช้า
พวกเขาจะหามันเจอ กล่าวได้เลยว่า ในไม่ช้า
จะได้พบกันใหม่


.


5

.


มิวได้รับเปลือกหอยคืนโดยง่าย ง่ายกว่าที่คิดไว้มากโข
แปลก
เดี๋ยวนี้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขานั้นเกินความสามารถในการคาดเดาไปหมดแล้ว
นี่ละมั๊ง ชีวิต จะง่ายก็ง่ายจะยากก็ยาก
ไม่ควรคิดมาก คิดไปเองให้ปวดหัว
เรื่องบางเรื่องก็ตั้งตัวไม่ติด กลัวขึ้นสมอง
แต่บางเรื่องก็ดันสะดวกง่ายดายชนิดไม่เคยเจอ
เช่น เรื่องมาขอเปลือกหอยคืนนี่แหละ
เมื่อไปถึงหน้าบ้าน กดกริ่ง
ลูกค้าผู้หญิงคนนั้นออกมาเปิดประตู
เธอแปลกใจนิดหน่อยที่เป็นมิว มิวแจ้งเจตนา เธอก็จัดแจงคืนให้ทันที

ในบ้านของเธอ ประดับด้วยรูปวาดเต็มบ้านแทบไม่มีที่ให้เห็นผนัง
เธอหยิบเปลือกหอยขึ้นมา มองจ้องเปลือกหอยนั่น
ถอนหายใจทิ้งหลายเฮือก แล้วเธอจึงเริ่มพูดกับมิว

ฉันต้องขอบคุณเธอ พ่อมดน้อย
การที่ได้เปลือกหอยนี่มาทำให้ฉันได้ขบคิดอะไรหลายอย่าง
อย่างน้อย ก็เข้าใจความต้องการของตนเอง ฉันเพิ่งเข้าใจเรื่องเหล่านี้ก็
ในวันที่ไปซื้อไอ้เปลือกหอยนี่มา ฉันไม่ได้ชอบมันมากมายนักหรอกนะ
แต่ฉันกลับซื้อติดมาด้วยเพราะเพื่อนแนะนำให้ไปซื้ออะไรก็ได้ที่ร้านของเธอ
ทั้งๆที่ไม่อยากไปก็ดันไป รู้ตัวตอนขับใกล้ถึงที่หมาย
ฉันมาจริงๆหรือนี่ ตัวฉันไม่ได้อยากมาเลยนะ
ฉันจึงต้องเอาอะไรสักอย่างในร้านเธอกลับติดมือ
สงเคราะห์การกระทำไร้ตัวตนของฉัน ขับรถกลับคนเดียวหลายชั่วโมง
แลมองมันตลอดทาง เปลือกหอยพิลึก เมื่อมองมันครั้งใด
ฉันก็เห็นมันเป็นแค่เปลือกหอยธรรมดา

นี่ฉันขับรถจากชะอำมาสุพรรณบุรี
เพื่อมาซื้อเปลือกหอยที่หาเอาแถวนี้ก็ได้อย่างนั้นหรือ

ฉันมองมันนิ่งไม่ไหวติง มองมันเป็นล้านครั้งในตอนขับกลับ
ฉันขับชนหมาตาย ทันใดนั้น ฉันก็อยากวาดรูป
ฉันขับรถบุบๆไปซื้ออุปกรณ์วาดรูปที่ร้านเครื่องเขียน แวะไปอำเภอ
ฉันเปลี่ยนชื่อตัวเอง กลายเป็นคนใหม่ กลับมาถึงก็นั่งวาดรูป
วาด วาด วาดแล้วก็วาด วาด วาด ฉันวาดสีน้ำ สีฝุ่น สีไม้ สีน้ำมัน
ดินสอ รูปสารพัดนึก วาดทุกรูปที่ผุดขึ้นในห้วงความว่างเปล่า
ลงทุกสีที่ผุดในดวงตา ฉันไม่รับโทรศัพท์ ปิดบ้านไม่รับใคร
วาดอยู่หลายวันไม่ได้นับ อยากวาดไม่สิ้นสุด
เปิดหนังสือวาดทุกความหมายในทุกตัวหนังสือที่เจอ
พอหิววาดความหิว เลอะเลือนเลื่อนลอย
แล้วฉันก็หยุด หยุดวาดทุกอย่าง นำรูปขึ้นแขวน
เอาเข้ากรอบ เชื่องช้า วางไว้ทั่วบ้าน หลายคนเริ่มเป็นห่วง

ฉันโทรบอกทุกคนว่าฉันไม่เป็นไร

แล้วฉันก็อยากกิน ...

ฉันกินทุกอย่างที่อยากกิน เงินเท่าไรไม่ว่า ต้องได้กิน
แต่แล้วบางอย่างฉันไม่กล้ากินคนเดียว ต้องมีเพื่อนไปกินด้วย
สุกี้ยากี้นะ ฉันโทรชวนเพื่อน พวกเขาเต็มใจมากันรวดเร็ว
สั่งรัวเสร็จสับ แล้วฉันก็กิน กินเหมือนก่อนหน้านี้
ทุกคนตะลึงว่าฉันกินอะไรรวดเร็วมากมายขนาดนั้น
ฉันก็แค่ยิ้มและไม่สนใจ

กินต่อไปไม่หยุดยั้งทั้งที่เพื่อนได้แต่เล็มๆจิบน้ำซุบและมองดูฉันเท่านั้น
อิ่มแล้วทุกคนก็หัวเราะกันออกมา เหมือนทุกคนเข้าใจ
มองเห็นฉันคนใหม่คนนี้ รู้ได้จากแววตาของทุกคน
ฉันจะไม่กลับไปทำงานอย่างนั้นอีกแล้ว เหมือนเราลากันอย่างเข้าใจ
การกินยาก็เลิกสนิท ฉันเริ่มสบายตัว เหมือนเกิดใหม่
เหมือนได้ชำระล้างทุกอย่างออกไปจากตัว ต่อแต่นี้ไป
ฉันจะนับถือตัวเอง เคารพตัวเอง
และจะทำตามดั่งที่ใจสั่งเพียงเท่านั้น ..........และตอนนี้...
ฉันก็อยากคืนสิ่งนี้ให้กับเธอ เหมือนมันไม่ได้ผล แต่
มันก็ได้ผลนิดๆละ ขอบคุณ



หลังฟังยืดยาว มิวยิ้มมุมปาก รับของแล้วลุกขึ้นยืน
ปฏิเสธการขับรถไปส่ง เธอกอดลาจนมิวหน้าแดง
เธอมาส่งหน้าบ้าน มิวก็ขอให้เธอคุกเข่าลง

เธอลังเลก่อนจะลงนั่ง
แล้วมิวสั่งให้หันหน้ากลับไปมองบ้านของเธอ


จากมุมนี้ ณ หน้าบ้านของเธอ มองลอดกรอบหน้าต่างออกไป
แลเห็นเป็นผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ มุมมองที่เห็นนี้
ปรากฏอยู่ในระดับสายตาของมิว
แม้มันจะอยู่ในบ้านของเธอแต่เธอก็ไม่เคยได้รู้เลยว่ามีมุมนี้อยู่
มุมที่เชื่อมต่อกับสรวงสวรรค์
นี่คือรูปที่เธอยังไม่เคยได้วาด หญิงสาวรู้ในทันที
รูปกรอบนี้สวยงามกว่ากรอบใดมา
ได้ถูกระบายประดับไว้ก่อนแล้วด้วยฝีพระหัตถ์แห่งเทพเจ้า
ท้องฟ้าทั้งโลกได้เคลื่อนไหวในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆของบ้านเธอ
ท้องฟ้าที่เคยเป็นพยานร่วมจารึกเรื่องราวต่างๆนาๆที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก
วีรกรรมกล้าหาญ ความรักหวงแหน เรื่องราวแสนตลกขบขัน
ความพ่ายแพ้อัปยศสลดเสียใจ
สิ่งของที่สาบสูญหรือแม้แต่เด็กทารกเกิดใหม่ ก็ใต้ผืนฟ้าแห่งนี้
วนเวียนมาเล่าให้เราฟังอย่างเงียบงัน
แค่เพียงแหงนหน้ามองขึ้นไป เงียบงันให้ยิ่งกว่า
เราจะได้ยินเสียง
เสียงเล่าขานมานานปี
ก่อนจะมีเราหรือใครๆได้มาอยู่ที่นี่ เรื่องราวถูกเล่าขาน ปลอบโยน
เล่าเรื่องเร้นลับที่ยังมีอีกมากให้เด็กๆได้ฟังและตื่นเต้นตื้นตัน
ความคิดของเธอดังขึ้น
สะท้อนเหมือนลูกปิงปองกระเด้งในสมองทรงสี่เหลี่ยม

เรานั้นเล็กด้อยและต้อยต่ำเสียจริงที่จะจับติดเรื่องราวต่างๆไว้กับตัว
เราต้องเคลื่อนไป ต้องเคลื่อนไปให้จงได้

ปลายนิ้วของมิวชี้ขึ้นไปสู่ห้วงบรรยากาศ
สายลมพัดประกบหลังไล่เส้นผมยาวสลวยของหญิงสาวขึ้นลูบไล้
ปลายขอบฟ้า พัดพาเอากลิ่นดินใดสารพัดได้สูดดม
น้ำตาเธอไหลริน ปาดเช็ดซับหลับดวงตา
ซาบซึ้งในห้วงอารมณ์อย่างนั้นอยู่นาน จนเมื่อลืมตา
...ภายใต้ผืนฟ้าผืนเดิม...เหลือเพียงเธออยู่ผู้เดียว


มิว พ่อมดน้อยของเธอได้หายตัวจากไปเสียแล้ว

.


6

.


แม่หลั๋นร้องไห้ทรงตัวไม่อยู่ วูบหล่นดั่งสิ่งของ
เมื่อได้รู้จากปากโมโม่ว่า หลั๋นหนีไปทะเลตัวคนเดียว
แก๊งล่าน้ำตกโดนตีหนักยิ่งกว่าคราวก่อน

สี่ทุ่มแล้วเธอต้องออกเดินทางตามในคืนนี้
ไม่ทันได้พูดพร่ำถามไถ่ สองแม่ลูกก็จ้างรถไปส่งที่สถานี
อาของหร๋อยอาสาเป็นคนขับไปให้ ไม่คิดเงิน
แต่ก็ส่งได้แค่ท่ารถ ตอนเช้ายังมีงานต้องทำ มีของต้องไปส่ง

ทั้งสองต่อรถที่นครปฐม นั่งบนรถรอบดึก นึกน้อยใจที่ลูกทำเช่นนี้
จะทำอะไรก็ไม่เท่าหนีกันไป แม่ทำให้ลูกโกรธเกลียดมากมายเพียงไหนกัน
ถึงหนีกันไปไกลอย่างนี้ ทั้งที่เธออยู่สู้ทุกวันก็เพื่อปากเพื่อท้องของลูก
ของหลั๋นเพียงคนเดียว ต่อให้แม่ต้องตายต้องสลายไป
ขอแค่ให้ได้อยู่ใกล้ลูกเท่านั้น
ต้องหลับใหลในนิลกาลนิรันดรเธอไม่เคยกลัวเกรง
หากแต่นี่ลูกมาหนีไป โกรธเกลียดแม่ด้วยเรื่องใดแม่เจ็บช้ำจริงๆ
ทั้งหมดที่เธอทำเพราะทำได้ดีที่สุดแล้วในการเลี้ยงดูหลั๋น
เคยเล่าให้หลั๋นฟังเมื่อยังเด็ก เรื่องแม่ไก่มันรักยังลูก
พาลูกไปหาคุ้ยดินกินอาหาร แม่ก็เหมือนก็แม่ไก่
จะไม่ยอมทิ้งให้ลูกอดเป็นอันขาด เล่าทุกครั้งก่อนนอน
ตอนนี้ยิ่งนึกยิ่งปวดใจ คุ่นคิดจนตัวหนัก
หลับเพราะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ในใจกลัวลูกจะเป็นอันตราย
พะวงหลับทั้งคราบน้ำตา
ความเจ็บปวดใดในกายตอนนี้ได้หายไปหมดแล้ว
เพียงได้เจอหน้าลูกอีกครั้งให้เร็ววัน ความเจ็บปวด
ค่อยคืนกลับซอกซ้ำกว่าหนักเท่า ก็จะยอม

รถประจำทางไม่ได้เข้าไปใกล้หาดอย่างที่คิด
เพียงปล่อยลงระหว่างทางของมันเท่านั้น
แยกกันไปตามทางของตน

แปลกถิ่นอีกแล้ว
ลูกสาวแหงนขึ้นมอง ยังไม่สว่างเต็มฟ้านัก
เหมือนเงียบอย่างสำรวมในการพบกันครั้งแรก
ทำความรู้จักผืนดินผืนฟ้า
ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง
เคว้งคว้างว่างเปล่า ดั่งลูกปืนยิงลอยจากปากปล่อง
ย่ำเดินสู่แสงไฟ ถามไถ่หนทาง

แม่ค้าใจดีให้นั่งรถพ่วงสามล้อของเธอไปถึงหาดชะอำ

.


7

.


พวกมึงต้องบ้าแน่ๆถ้าจะไปจิ๊กของร้านไอ้มิว เสียงเด็กคนหนึ่งดังขึ้น
หร๋อยนั่นเอง หร๋อยผู้มีความคิดบ้าบิ่นและชอบเพลงลูกทุ่ง
ไม่น่าเชื่อตอนนี้เขากำลังปรามเพื่อนอยู่ละ
กูเคยได้ยินมาว่า ร้านมันมีคนแปลกๆบ้าๆบอๆไปมาอยู่ตลอด
พวกนั้นละเป็นผีดิบหร๋อยพูด
เสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อก อึกใหญ่
ต้ากับโจ้เชื่อไปเต็มหัวใจแล้วเรื่องผีดิบ
แต่นี่เป็นโอกาสดี ไอ้มิวไม่อยู่ กูปั่นวนมาสามรอบ ไม่อยู่แน่นัดบอก
นานๆครั้งมันจะออกไปหาของ คราวนี้มันไม่ปิดร้าน
เป็นโอกาสของเราที่จะสืบเรื่องผีดิบกันละเว้ย


ในความอื้ออึงสับสน ถ้ามีคนนำ ก็จะมีคนตาม
เริ่มด้วยนัดปั่นออกจากฐานทัพโรงสเกตร้าง มุ่งหน้าสู่ร้านของมิว
ตามมาด้วยโจ้ ช้าง ต้า หร๋อย และโมโม่ เมื่อถึงที่หมาย
ทุกคนกลับยืนละล้าละลัง ด้อมๆมองๆอยู่ข้างนอก
เหมือนมองให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ จักรยานจอดเหมือนเจ้าถิ่น
เหรอหรา มองหน้ากัน ในความอื้ออึงสับสน เราต้องการผู้นำ!
ทุกคนมองมาที่โมโม่


เออ กูรู้แล้วโมโม่ตอบสั้นๆเป็นอันเข้าใจ เขาก้าวผ่านยามไข่โหล
เข้าไปในร้านของมิว ดั่งก้าวแรกบนดวงจันทร์
ดูสะเปะสะปะแต่ภูมิใจยังไงไม่รู้
กลืนหายไปในร้าน
โมโม่ยืนดูถังพลาสติกเล็กๆที่มีลูกเรือโจรสลัดอยู่ข้างใน
ตัวถังโดนเสียบไว้ด้วยมีดหลากสีรอบทิศ
มีดสีเขียวเล่มหนึ่งวางไว้ข้างๆทำองศาสมบูรณ์กับมือ
เหมือนรอให้โมโม่หยิบเสียบ


ไม่เข้าไปดูข้างในกันก่อนเหรอเสียงเด็กคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
หร๋อยหันขวับไปมองเป็นคนแรก ร้องตะโกนลั่น

จับจักรยานทะยานไปรวดเร็วราวกับฝึกมานับครั้งไม่ถ้วน
คนอื่นๆตั้งตัวได้ ไถลหนีตามกันคนละทิศคนละทาง
ส่วนใหญ่มุ่งหน้าเข้าสู่เส้นถนนของวัด

โมโม่ได้แค่หันมามอง เพื่อนๆหายไปหมดหน้าร้านเสียแล้ว
เหลือเพียงมิวยืนงงอยู่เพียงคนเดียว โมโม่ไม่กลัวมิวแต่อย่างใด
เคยคุยกันมาแล้วด้วยซ้ำ แม้ครั้งแรกนั้นยังกลัวๆอยู่
แต่ตอนนี้เป็นปรกติทีเดียว


เลือกดูตามสบายได้เลยครับมิวบอกแล้วเมื่อกี้ คนอื่นหนีอะไรกันละ
โมโม่ตอบในลำคอ แลเห็นเปลือกหอยในมือของมิว
นั่นอะไรนะโมโม่ถาม
โอย อันนี้ไม่ได้ละ มีคนจองแล้ว เลือกดูอย่างอื่นเถอะ
เปล่า ไม่เอาหรอก แค่ถามเฉยๆ
หลั๋นจองไว้แล้วนะ เปลือกหอย
เหรอ หลั๋นมันจองเปลือกหอยไว้ทำไมละ
หือ?
ไปทะเลก็ ไปหาแถวนั้นได้นี่นา
หว๋ามิวประติดประต่อเรื่องเรียบร้อย ผิดคาดแฮะ ...
คิดไว้ว่าอีกประเดี๋ยวหลั๋นก็คงมาทีร้าน
คราวนี้เขาจะให้ฟรีๆละ
เขาจะกลับมาหรือเปล่ามิวถามต่อ
ไม่รู้สิ โมโม่ตอบ มามั๊ง ก็บ้านมันยังอยู่นี่ละ
นั่นสินะ ชิ้นส่วนก็อยู่ที่นี่ละมิวพึมพำกับตัวเอง
ชิ้นส่วนไร
เลือกดูได้ตามสบายเลยนะ พูดจบมิวยิ้มมุมปาก
โมโม่รู้สึกเหมือนถูกเตะส่งมาอีกฟากของโลก
เออเขาตอบ แล้วหันไปยุ่งกับถังโจรสลัดต่อ

เขาสังหรณ์ว่า
ถ้าเสียบมีดเขียวเล่มนี้เข้า ต้องเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นแน่
เฮ้ย...ไม่กลัวหรอก...เขาออกจากร้านมิว หยิบจักรยานตั้ง
มิวถามว่ารีบกลับแล้วเหรอ เปล่า โม่โม่ตอบ แค่จะไปตามเพื่อน
เพราะรู้สึกว่าจะเกิดเรื่องประหลาดๆขึ้น เร็วๆนี้
ต้องไปเอาพวกมันมาเป็นเพื่อน เป็นพยาน คราวนี้
จะบ้าบอแค่ไหน ก็ไม่กลัวซักกะอย่าง
ว่าแล้วก็ปั่นออกไปล่าเพื่อนๆทีละคนซึ่งหนีหายไปเมื่อครู่
มิวมองไอ้ถังโจรสลัดนั้น แล้วก็บันทึกในสมองไว้ก่อนว่า
มีคนเคยมามองมันไว้แล้ว

.


8

.


แม่ค้าจะเข้าตลาดก่อน ช่วงเช้าต้องขายที่ตลาดเด็ดที่สุด
ส่งสองแม่ลูกลงตรงทางแยก เห็นทะเลอยู่รำไร
แยกกับแม่ค้าแล้ว เดินมุ่งเข้าชายหาด
หลั๋นคงอยู่ไม่ไกล หากเขามาถึงที่นี่ ขอให้ถึงด้วยเถิด

แม่ลูกเดินข้ามถนนลงสู่พื้นทราย เมื่อด้านหน้าคือผืนทะเลอันกว้างใหญ่
คงไม่มีผู้ใดพบถึงทะเลเป็นครั้งแรกแล้วยังละสายตาไปข้างหลังได้
ถูกสะกดด้วยมนต์ลึกลับเสกเรากลายเป็นเพียงเม็ดทราย
ผู้กำลังโค้งคำนับต่อหน้าผู้ให้กำเนิด
ดั่งเช่นเม็ดทรายดาษดื่นที่รายล้อมอยู่ใต้ฝ่าเท้า ณ ขณะนี้
เท้าเปียกโดนปลายคลื่นซัดสาด
ฟองสีขาวค่อยๆกลืนหายไปกับผืนทรายสีน้ำตาลเข้ม
เสียงคำรามร้องก้องมาแต่ไกล ดั่งฝูงม้าพยศยืนหอบอยู่หลังเมฆ
แสงตะวันเจิดจ้ากว่าสิ่งใด สะท้อนท้องคลื่นเป็นเม็ดเพชรมรกตใส
มากมายกลาดเกลื่อนสุดลูกหูลูกตา
เรือหาปลาถูกวาดแต้มเป็นจุดในผืนภาพใหญ่ยักษ์
เล็ดลอดออกมาจากปลายสไวของไม้มะพร้าว
แต่มัวมารีรออยู่ไม่ได้ ทั้งสองต้องรีบตามหาหลั๋นให้เจอโดยเร็วที่สุด

เดินเลียบชายหาดอยู่ครู่หนึ่ง เพิ่งสังเกตว่าไม่มีผู้ใดอยู่เลย
ไม่มีแม้สำเนียงเสียงชีวิต บ้านร้านค้าอีกฟากถนนเงียบกริบ
ไร้รถสัญจร นี่เวลาใดแล้ว แปลกเกินไปที่จะไม่มีผู้คนอยู่เลย
ปลายเท้าหยุดก้าวเดิน หันมองรอบตัว ผู้คนหายไปไหน
น่ากลัวเสียแล้ว และเมื่อนึกถึงหลั๋น เขาคงกลัวอยู่ที่ไหนสักแห่งละแวกนี้
เอาละ อย่าเพิ่งใส่ใจ รีบหาลูกก่อนเป็นดีที่สุด

ทันทีที่ลืมตาลืมในหนึ่งช่วงกระพริบ
เหมือนดีดเปลี่ยนภาพฉากไปคนละโลก
แสงทอของตะวันหายสิ้น
ทดแทนด้วยเมฆครึ้มบีบรัดขอบฟ้าเหี้ยนดิบดำมืด
แลไม่เห็นจุดสิ้นสุด ท้องทะเลกราดเกรี้ยวประหนึ่งขู่คำรามทวงคืน
คลื่นดำสนิทผงาดขึ้นม้วนกระโจนทุบตีอกอย่างคลุ้มคลั่ง
ลมกรรโชกโกรกซัดกวาดทุกอย่าให้ราบหมอบ
เมฆเทาสะบัดตัวบีบบิดดิ้นให้พ้นความเจ็บปวดใต้ฟ้าแปรปรวน
หั่นอีกฝั่งเหมือนถูกตัดขาดเป็นแผ่นผา
ดำแกร่งมหึมา ใหญ่โตสูงชันเฉยชาไร้ขอบเขต
หลั๋นนั่งอยู่บนชายหาดประชิดปลายทะเลดำ
กอดเข่าสายตามองสู่ความเวิ้งว้างของทะเล


แม่ ฮั้น! หลั๋น หญิงสาวร้องบอก


หลั๋นแม่ร้องเรียกลูก วิ่งโผเข้าหา โอบกอดลูกรัก
หลั๋นหันมามองแม่ตน ตกใจร้องไห้
อีแม่" เขาเรียก " นึกว่าแม่จะบ่มาแล้ว
มาก่ะ อีแม่อยู่นี่แล้ว หลั่นลูกแม่ ห้ามหนีอีแม่ไปไหนแหมหนา
เฮากั๋ว กั๋วว่าอีแม่จะบ่ฮักเฮาแหมแล้ว
เฮากึ๊ดว่าอีแม่เกี๊ยดต่อนเฮาว่าอีแม่ เฮาขอโต่ด
บ่เป๋นอะหยั๋ง อีแม่บ่เกี๊ยดบ่เกยเกี๊ยดเลย อีแม่ขอโต่ด
อีแม่บ่ฮู๊ว่าลูกเสียใจ๋อะหยั๋ง แม่ขอโต่ด

สิ้นเสียงพูดของแม่
ทั้งสองได้แต่กอดกันร้องไห้ พี่สาวนั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ
แม่เอื้อมมือโอบกอดทั้งสองคน อ้อมอุ่นนี่กว้างใหญ่แค่ไหนนะ
เพียงแค่มือลูบไล้โอบรัดไม่ครึ่งกาย
แต่อุ่นหยั่งลึกมหึมาดึงฉุดสู่ห้องหับให้พ้นลมหนาว
แนบสนิทมิดชิดไร้อันตรายใดๆ
ดั่งกอบกอดด้วยมือหนาหนักแน่นกว้างใหญ่ไพศาล
ราวท้องทะเลนี่ได้ไหม ราวสิบฟ้าสิบทะเลนี่ได้ไหม
ในบัดนี้กระจ่างชัดแล้ว หลั๋นรู้สึกได้ว่า
ไม่ว่าแม่เขาจะเป็นอะไรในสายตาคนอื่น ไม่รู้ ไม่แน่ ไม่นอน
แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือสิ่งนี้ ไม่ได้ต้องการใดอื่นแล้ว
ด่ามาเลย ล้อมาเลย ใครก็ได้ เขาจะไม่สนใจเลยว่าอะไร
เพราะพวกนั้น ไม่เคยได้อยู่ในโอบอ้อมกอดสอดสัมผัส
แห่งวิญญาณอย่างนี้ แล้วหลั๋นก็ได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง
ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดังก้องในเปลือกหอย

บอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่ไม่เคยรู้
ความรู้สึกของแม่ เรื่องราวของแม่ ของครอบครัวของเรา
อือ เข้าใจแล้ว หลั๋นกระซิบคืนสู่เสียงนั้น มันค่อยๆจางหายไป
เลือนหายไป เขาหลับลงในอ้อมกอดอันปลอดภัย
ทิ้งห้วงหลับอย่างสบายใจใต้ฟ้าดิบดำประหนึ่งจุดดับก่อนโลกระเบิด

เมื่อแม่ลืมตาขึ้น ดั่งโลกลั่นเปาะกลับคืนสู่ฉากเดิม
หาดทรายสีน้ำตาลและแสงตะวันกลับเข้าที่
สะท้อนล้อเล่นกัน
ท้องทะเลมีผู้คนลงเล่นน้ำ
เสียงเอะอะโวยวาย บ้างหวีดร้องแต่มีความสุข
รถคันใหญ่ขับมาเทียบจอด พ่อแม่พาลูกมาเที่ยว
เพื่อนฝูง คู่รักหนุ่มสาว ผู้คนมากมายใช้ชีวิตไปแต่ละวัน

ทั้งสามเดินจูงมือฝ่าฝูงชนโดยมีแม่อยู่ตรงกลาง
เงียบเชียบสดับเสียงต่างๆ ก้องเพียงหัวใจเต้นตุบตับให้ได้ยิน
สงบนิ่งลืมโลก เดินพ้นฝูงชน ขึ้นสู่พื้นถนนลาดยาง เธอพูดขึ้น


หลั๋น อีแม่ว่าเฮามาอยู่นี่โตยกั๋นดีก่อ
เงียบ ยังไม่มีคำตอบ ลูกๆได้แต่มองหน้างง
แม่กั๊บปี่ล่าจะยะขอของขาย ของกิ๋นแม่ยะจ้าง ...มาอยู่นี่โตยกั๋นดีก่อ


ยังไม่มีเสียงตอบจากลูกทั้งสองคน
คงยังไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งนึกอะไรจริงจังเท่าไรนัก
ความเงียบเข้าคอบคลุมอีกซักพัก เงียบในความหมายของสงบสุข
วิญญาณลงตัวไม่เคาะเคลื่อนไปไหน

เงาพาดลงถนนเดินจ้ำตามเจ้าของ
ของใครของมัน เงาทั้งสามหยุดเดิน
หมุน แล้วเงามันก็เริ่มวิ่ง วิ่งลงทราย ก่อนจะกลืนหาย
ไปปรากฏบนผืนน้ำแทน

เสียงหวีดโวยวายดังขึ้นเป็นดั่งอีกชิ้นดนตรีในท่วงทำนองธรรมชาติ
คลอกับดนตรีชิ้นอื่นซึ่งก็โวยวายไม่แพ้กัน
ชีวิตเล็กๆน้อยๆโดดเด้งตีน้ำ
ชีวิตเล็กๆน้อยๆมากมายกลาดเกลื่อนส่งเสียงโวยวาย
โวยวายในความหมายของความสุข
ได้เพียงแค่นี่แหละมนุษย์
การแสดงออกแท้จริงต่อหน้าธรรมชาติ
สะท้อนส่งวิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่
ในตัวที่ผู้เป็นเจ้าของไม่ได้ทำหาย
ทิ้ง หรือ เร่ขายไปไหน
มันได้ปรากฏอีกครั้งอย่างแจ่มชัด
ก้มกราบขอบคุณในเมตตาและสัญญาว่า
จะกลับคืนสู่แห่งเดิมที่เดินมาอีกครั้ง
แต่ตอนนี้ยังก่อน คนเหล่านี้ยังต้องคอยวิญญาณเป็นเพื่อน
เพื่อสานต่อชีวิตที่เปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งกันและกัน
เพื่อสืบสร้างเรื่องราวให้วิญญาณดวงต่อๆไป
ได้จดจำในการพบเจอ วิญญาณที่เหลืออยู่

แต่ก็แน่ละ ของใครก็ของมัน



omega ธันวา 49

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มีซับไตเติ้ลไหม

#1 By code50200 on 2007-01-31 11:19

แวะมาบอกว่า..อ่านดร.ป๊อบ แล้ว...
เสียรมณ์..เสียดายตังค์

#2 By เสือจ้ะ on 2007-01-31 11:36

อ่าน 1 ไปแล้ว
เก็บไว้ก่อน

#3 By no-cinderella on 2007-02-07 18:04

ผมไม่ค่อยอ่านเรื่องสั้นนัก
ขอนวนิยายได้ไหม
จะได้คอมเมนต์ได้
นวนิยายเรื่องแรกผมกำลังลงมือเขียนอยู่ คาดว่าจะอวดได้ราวๆอายุ30
รอไปก่อนละกัน

#5 By omega on 2007-02-09 09:11

แวะเข้ามาเยี่ยมคะ เดี๋ยวจะกลับมาอ่านคะ ไปธุระก่อนนะคะ

#6 By MayaKniGht on 2007-03-31 09:17

เรื่องแรกก็แต่งได้(ยาว)ขนาดนี้แล้ว...
เก่งว่ะ

#7 By sweettoxic on 2007-04-09 12:53

มีคำถามถามให้เธอตอบ เธอชอบภูเขาหรือทะเล
ไม่ยากใช่ไหมถ้าใครจะตอบ สิ่งที่ชอบรู้อยู่แก่ใจ

#8 By มีเช่ on 2007-04-09 14:09