ARTICLE

วัยหวาน

posted on 02 Nov 2006 10:46 by omegaohm  in ARTICLE



"ชีวิตแสนสั้น
แต่เรา มีเวลาทั้งโลก..."

...สักวันผมจะแปลมัน ให้ดีกว่านี้

เมื่อครั้งที่ป่วยหนัก ราวเดินย่ำแตะนรก นอนซมเป็นเดือนๆ
คำที่วนเวียนในหัว "ชีวิตแสนสั้น"
สัญญากับตัวเองว่า ถ้าหายจากการป่วยครั้งนี้
ผมจะไปเที่ยว เดินให้พล่าน กินทุกอย่างที่อยากกิน

ผมอยากกินปลาเผา
แม่ผมให้รอวันอาทิตย์
จะเป็นวันที่มีตลาดนัดหัวแดง ตลาดบนพื้นฝุ่น
มีทุกอย่างวางจำหน่าย ถึงราคาไม่ได้ต่างจากที่อื่น
ก็ต้องรอซื้อที่นี่ วันนี้ ยากหาเหตุผล
หลังเดินซื้อกับข้าว รู้กันหมดว่าไปไหนมา
หัวแดงกันไปทุกราย อาทิตย์ เย็น วันเวลาแห่งความสุข
ตลาดนัดนั้นชื่อ "วัยหวาน"

ต้องรอ "วัยหวาน "เท่านั้น แม่ผมบอก!


เพื่อนผมกลับมาจากการไปสร้างเนื้อสร้างตัว
บ่นเหมือนหมาอมฟัก เซ็งในการขอใบอนุญาติเข้าทำงาน ( work permit)
กำลังคิดอยู่ว่ามันเหนื่อยเกินทน จนอาจจะไม่ไปทำงานที่นั่นแล้ว
ผมลองแย้ง
หากร่างกายเรายังดีอยู่ ก็ควรซาบซึ้งในขณะที่เป็น ต้องสู้
ยังดีกว่าอีกหลายๆคนที่ไม่มีมันเอื้ออำนวย
เขาตอบว่ายังก่อน เหนื่อยใจ ไม่ใช่ตัว

ใช่ ชีวิตแสนสั้น ต้องใช้ให้คุ้ม
ในวันที่ไม่อยากทำอะไร ก็ไม่ต้องเร่งร้อนไป


พอกลอน
เขาถามผมว่า "แล้วเมื่อไหร่มึงจะทำหนัง"
ความเป็นจริงหดเหลือศูนย์ ผมทำไม่เป้นน--น!
ฝันไว้ในจุดสูงสุดของชีวิตว่า มีหนังสักเรื่องที่ทำเอง ก่อนตัวจะสลายแยกย้ายกันไป
แต่ "เมื่อไห่รละ" นี่สำคัญ
ตอบไม่ได้ บ่ายเบี่ยงไปก่อน ขายหน้า พูดไว้มากเหลือเกิน

คำตอบนอนรออยู่ข้างหน้า อายุยี่สิบสี่ในมือมีแต่ความว่างเปล่า

ตอบกับตัวเองพึมพำ
บางคราวหากต้องรอ รอเพื่ออะไรสักอย่าง
บางครั้งอาจไม่รู้ตัวว่ารอ หรืออาจไม่รู้อะไรเลย
ไม่ได้แปลว่าเราไม่ทำอะไรเลย เพราะ เรารออยู่
รอจนทนไม่ได้นั่นละ
แล้ววันหนึ่ง วันนั้น เมื่อวันที่ผมรู้ตัวว่าอยากทำ!
และอายุ ก็ไม่สามารถผันเข้าสู่ตัวเลขที่น่าเกลียดไปกว่านั้นอีกแล้ว

ปฐมกรแรกแย้มยามเช้าที่ไม่อาจทำไขสือ
ตบตูดดีดหูประหนึ่งให้ตะลึงพ้นจากภวังค์
แล้วสักวันหนึ่งคุณรู้ว่า ณ พิกัดพระอาทิตย์นี้ ต้องทำอะไร
ไฟเผาเครื่องในปั่นป่วน หากยังนิ่งวิญญาญอาจมอดไหม้
วันที่ถูกสายลมลูบไล้ปลายจมูกด้วยกลิ่นกลิ่นนั้น
วันที่แสงสว่างพอเหมาะ พอดีอย่างที่สุด
อาจเป็นเย็นวันอาทิตย์เมื่อคุณอยู่ในโคลัมเบีย
ธิเบต
อาร์เจนติน่า
หรือใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ จุดสูญหายปลายเสี้ยวของขอบโลก
แห่งใดก็แห่งนั้น
สักแห่งหนึ่ง
วันไหนก็วันนั้น
สักวันหนึ่ง
อยากให้ได้จดได้จำ
วันที่ วัยหวาน
มาถึง...


เอ่อ..............
ผมอยากแปลไอ้ข้างบนดูอีกครั้ง เอ้า!
ลองใหม่

"ชีวิตแสนสั้น หากตาย ก็ตายไป
พึงระลึกไว้แค่ว่า เรามีเวลาอีกทั้งโลก"


อืม...ยัง.....ไว้ลองใหม่....


เรียน

posted on 31 Jan 2008 09:59 by omegaohm  in ARTICLE

ผมลืมทุกอย่างสิ้นในช่วงชีวิต ม.ปลาย
ไม่มีอะไรมาก แค่เหมือนป้ายเนยบนแผ่นขนมปัง
แผ่นแล้วแผ่นเล่า
แม้เพื่อนห้องเดียวกันยังจำได้เพียงไม่กี่คน
หรือผมอาจไม่เคยเรียนม.ปลายก็เป็นได้
หากผมไม่มีความทรงจำนี้อยู่

ความทรงจำที่ผุดขึ้น ณ ตอนนี้
น่าแปลกที่มันเกี่ยวกับ "อาจารย์"
อาจารย์ที่สอนผมในวิชาเขียนแบบเมื่อตอนม.5

ผมไม่ใส่ใจการเรียนการสอนทุกประเภทในโรงเรียน
ไม่ประสงค์จะเรียนสักวิชา
ผมเพียงเข้าห้องเช็คชื่อเพื่อขอสิทธิ์สอบ
แม้วิชาเหล่านั้นผมไม่ได้เกลียด แต่ก็ไม่อยากเข้าเรียน
ในขณะที่ผมเกลียดการเขียนแบบ แต่ผมก็มาเรียนวิชาเขียนแบบไม่เคยขาด

ผมยังจดจำใบหน้าท่าทางของแกได้
วิญญาณแกสถิตย์อยู่ในร่างชายแก่วัย60
อ้วนพุ้ย ผมขาวบางหวีพาดขวา
มีหนวดโค้งวาดรับรอยยิ้มอบอุ่นอยู่เสมอ

และเมื่อเราค่อยๆย่างเดินเข้ามาที่ห้องเรียนของแก
แกจะพยักหน้าต้อนรับทุกคนอยู่หน้าชั้น
จ้องมองเราทุกคน เหมือนตรวจคนเข้าเมือง

พวกเราแยกย้ายไปเลือกหยิบไม้ทีหน้าชั้น
กระดาษขาวคนละแผ่น ยางลบ ไปวางที่โต๊ะ
รวบดินสอ มีดพับสีแปร๋นอันละบาท
ไปยืนรวมหัวเหลาดินสอกันมุมห้องคุยกันเรื่อยเปื่อย
แกจะยืนยิ้มอย่างสงบ จวบจนเรานั่งที่ครบ
แกเช็คชื่อพวกเราอย่างเชื่องช้า
ประหนึ่งพิธีศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์

ภารกิจครบเสร็จ
ในห้วงลอยความว่างเปล่าบ่อน้ำนิ่ง แกหยุดตักตวงความทรงจำก้นบ่อ
แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆนาๆ
ของชีวิตแกก่อนจะเริ่มการสอน

เราจะฟังเรื่องเล่าประมาณหนึ่งชั่วโมง
ทุกคนนั่งสงบมองไปหน้าชั้นปราศจากเสียงอื่นใด
นอกจากเรื่องเล่าจากแก

อ.วิชัย ไฟฉายตากบ เราเรียกแกอย่างนั้น
อาจารย์ที่สอนแม้แต่การเหลาดินสอ
"จงบรรจงเหลา"

อาจารย์ที่ชนะการประกวดร้องเพลง
ด้วยเพลงไฟฉายตากบ
"ร้องเพลงด้วยตัวเอง อยากร้องอะไรก็ร้องไป"

อาจารย์ที่แทงเพื่อนไส้ไหลแล้วจับยัดคืน
"สติกับความโกรธ"

อาจารย์ที่วิ่ง100เมตรระดับจังหวัดแพ้
เพราะชักว่าวก่อนลงสนามเลยเร่งไม่ขึ้น
"เบาตัณหาบ้าง"

สองชั่วโมงในเช้าวันอังคาร
ห้องเรียนเก่าแก่แมกไม้ปกคลุมลามถึงศาลตายาย
เกาะกลุ่มแยกก้อนออกเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์
เวลาในห้องไหลผ่านไปอย่างเงียบสงบ ละล้าละลัง
เห็นแม้แต่การเคลื่อนไหวของปีกแมลง
ผมมองเหม่อไปที่โรงอาหารหลังม่านต้นไทร
ดูคนอื่นๆเดินขวั่กไขว่วนเวียนในชีวิตตน
อันแสนวุ่นวาย

ผมรู้สึกในตอนนั้นว่ากำลังถูกสอนบทเรียนสำคัญบางอย่าง
ผ่านความเงียบเหงา โรยเอื่อยเรื่องเล่า เสียงหัวเราะ
และวิญญาณ

อาจารย์คนเดียวที่ทำให้ผมระลึกถึงว่า
นั่นเป็นเพียงครั้งดียวที่ผมรู้สึกว่าได้รับการสอน
ในระบบโรงเรียนที่เป็นๆอยู่

แกสอนเราเป็นปีสุดท้าย ถ่ายทอดทุกอย่าง
ที่ยังคั่งค้างในห้องเรียนตลอดสามสิบปีที่ไม่เคยพูด

โชคดีเหลือหลายที่เป็นพวกเรา
ที่ได้รับการสอน