SHORT-STORY

แลก

posted on 19 Dec 2006 10:28 by omegaohm  in SHORT-STORY

เรื่องสั้นลำดับที่สองของกระผม อ่านก็ได้ไม่อ่านก็ได้ แต่อ่านก็จะดีมากๆเพราะอยากให้อ่าน

เอ้า ตามสบาย

-แลก-

เขาฟื้นลืมตาลางเลือนยังไม่คืนเต็มสติ เหมือนตุ๊กตาหมีที่เพิ่งเย็บเสร็จ
ระบมจากปลายเข็มหนักหน่วง
ทิ้งร่างแผ่หลารอให้ถูกโยนใส่ลังแล้วส่งขาย
ตายังไม่พร้อมสู้แสง มองเหมือนผ่านกระจกฝ้า
เล็งอยู่นานยังไม่ชัดขึ้น
สมองอาจถูกกระทบอย่างรุนแรง เขายังนึกเรื่องราวใดไม่ออก
นึกไม่ออกสักอย่างเดียว
กลิ่นสังหรณ์เพียงว่ามีความระยำบัดซบซ่อนอยู่
ชั่วระยะหลังลืมตาตื่น เขาก็ยังนอนอยู่อย่างนั้น
นอนหงายอยู่ใต้ห้องเพดานไม้สีน้ำตาลหรูหราสวยงาม
แงะทั้งเพดานไปขายคงได้หลายสตางค์
แสงสีฝุ่นขาวขมุกขมัวทรงเกือบเหลี่ยมหกลูกจากลูกฟักหน้าต่าง
ส่องพอให้ได้เห็นรางๆ ว่าห้องนี้บรรจุหน้าต่างนั้นไว้บานเดียว
พื้นปาร์เก้ไล่จบไปยังผนังห้องไม้ฝีมือประณีต
บัวหนามั่นคงดั่งคานโรมัน
และเพดาน ...เพดานไม้ซึ่งอาจเป็นพื้นของชั้นข้างบน
เรียงตัวต่อกันวาดเส้นรับแรงลงตัวอย่างสวยงามราวลีลายิมนาสติก
ตกแต่งประดับท้องคานด้วยลายฉลุ
ไม้ทุกชิ้นสีกลมกลืนดั่งแบ่งมาจากต้นเดียว
ยังไม่อยากลุกขึ้นนั่ง ปวดหัวรสมึนเหมือนกินจาระบี
อืม ห้องนี้ยังบรรจุไว้ด้วยประตูอีกหนึ่งบาน
เขาแลเห็นก่อนหันหน้าคืนสายตาสู่เพดานสุดสวย
แกน่าจะถูกเอาไปขายสักวันหนึ่งแน่
แกมันงดงามอะไรขนาดนี้นะ เขาเริ่มคิด
สติกลับคืนมาได้บ้าง แต่ยังไม่มีสัญญาณใด
บ่งบอกเรื่องราวทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้น
ทำไมมาอยู่ที่นี่นะ ทำไมปวดหัว ปวดตัวไม่มีแรง
ช่างแม่ง ขอนอนต่ออีกสักพัก ตกเป็นตะกอน
เรื่องราวต่างๆคงกระจ่างขึ้น
เขาหลับตาลงในเชิงที่พร้อมยอมรับทุกอย่าง แต่เพียงไม่ขอรับรู้
อะไรก็ได้ แล้วแต่
ก่อนจะทิ้งตาหลับสงบ เสียงดังขึ้น
อาจเป็นเสียงไม้ลั่นเบียดกันเพราะต้องรับน้ำหนักคนที่เดินเหยียบมัน
หรือเสียงกระทบวางของลง เสียงคนหรือเสียงนรกห่าเหวอะไรก็ช่าง
ไม่ใช่จากเพดาน เสียงน่าจะมาจากชั้นนี้ที่นอนอยู่
มันดังเพียงครั้งเดียวแล้วเงียบลง
แต่รับรู้ได้ว่ามีคนอยู่ในห้องด้วยแล้ว
หันหน้าไปทางประตูก็คงเห็นเจ้าของเสียงนั่น
แต่ช่างแม่ง กูจะสนใจห่าเหวอะไรอีกละ เขาหลับตา
นอนนิ่งทำไม่รู้ไม่ชี้อย่างที่เขาตั้งใจนะแหละ
เสียงแผ่วๆคืบคลานเข้ามาใกล้
เหมือนแมวค่อยๆเดินเลียบเข้าคลอเคลียเลียหู
แปลเปล่งเป็นเสียงว่า ขออภัยที่ทำแบบนี้
เงียบสงบประหนึ่งทุ่งใหญ่มีเพียงควายเคี้ยวหญ้า
แมวอีกตัวเดินเข้ามา ชายคนนี้พูดดังได้แค่แมวเดินรึไง
ผมรู้คุณไม่ได้หลับ
อือชายผู้นอนอยู่ ตอบ หันหน้าไปทางขวา
ชายเจ้าของเสียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้
หน้าประตูที่แง้มเปิดอยู่ แสงจัญไรส่องเพียงให้เห็นขา
เห็นกางเกงสูทเหี้ยๆชั้นดี
กระแดะเรียบทำโค้งทำมุม ถุงเท้าดำคงทำจากผ้าไหมที่ดีที่สุด
แม่ง สะท้อนแสงได้ด้วย
รองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มกว่ากางเกงนิดหน่อย
สะอาดสะอ้านเหมือนไม่เคยแตะพื้น เข้มขรึมจนต้องก้มกราบ
เหมาะที่สุดในการนั่งไขว่ห้างห้อยมันลงมาอย่างเย่อหยิ่ง
มองเรื่อยขึ้นไปสู่ความมืด ก้อนเงาดำชายผู้นี้นั่งดูภูมิฐานนัก
ช่างแม่ง กูจะมองทำเหี้ยอะไร แล้วเขาก็หันกลับไปมองเพดานเช่นเดิม
เงียบสงัด บรรยากาศแห้งแหบ ยังไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากทั้งสองคน
มีเพียงเสียงสมมติจากแสงของบานหน้าต่าง
ส่งเสียงเหมือนน้ำเดือดทุกครั้งที่เหล่ตามอง

ผมเป็นใคร ในที่สุดเขาก็พูดออกมา เสียงจากผู้ที่นอนอยู่
ไม่ทราบได้ แมวอีกตัวเดินมาเชื่องช้า
พูดดังๆหน่อยสิ ผมไม่ได้ยิน
ไม่ทราบได้เขาย้ำคำเดิม ยังระดับเท่าแมวตัวเดิม
ช่างแม่ง ไม่เห็นต้องสนใจ ไม่ได้ยินก็ไม่ได้ยินสิวะ
ชายผู้นอนอยู่ คิด ตอนนี้เขาได้สติเกือบเต็มแล้ว
แต่ก็ยังนึกเรื่องอื่นๆไม่ออก เรื่องสารพัดหายหัวไปในหลืบความทรงจำ
นอนนิ่งเป็นผลไม้แช่อิ่ม จับจ้องเพดานต่อไป
แดดเริ่มไล่เข้ามาจับนิ้วมือซ้ายอุ่นจึงเริ่มรู้ตัว แต่ก็ปล่อยไว้อย่างนั้น
ยังรู้สึกได้ว่าไอ้คนนั้น มันยังนั่งอยู่ที่เดิมไม่กระดุกกระดิกไปไหน
เฮ้อ เอากะมันสิ

ผมอยู่ที่ไหนเขาถามขึ้นอีกครั้ง
บ้านของผม ห้องเก็บของ
โอย ไม่ได้ยินวะ พูดดังๆหน่อยโว้ยเขาตะโกน
เมื่อสิ้นเสียงตะโกน ตามมาด้วยเสียงดังกึกกักเหมือนควายวิ่งกรูเข้ามา
บางอย่างอัดเข้าชายโครงตัวงอเป็นกุ้ง ร่างลั่นบิดเอี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ชายคนที่ยืนอยู่ข้างๆก้มหน้าลงบอกกับเขาว่า
มึงอย่าเสือกพูดระยำใส่นายท่านแล้วเขาก็เดินจากไป

รู้ได้ทันที ฟังแมวเดินดีกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า
บิดดิ้นเอาความเจ็บปวดทิ้งได้บ้างแล้ว
หายใจหนักหน่วง อยู่ในห้องเก็บของนี่เอง โอย แจ่มชัดบรรลัย
คราวต่อไปจะตั้งใจฟังเป็นอย่างดี
ห้องเก็บของหรือ ห้องเก็บของมีเพดานสวยงามขนาดนี้เชียว
ขออภัยที่ทำแบบนี้ คุณไม่ยอมเราแต่โดยดี คนพวกนี้อารมณ์ร้อน
ผมเพียงอยากขอให้คุณช่วย
แมวตัวนี้ออกเล่นนอกลู่นอกทาง ใช่เวลากว่าจะมาถึง
ช่วย? กูจะช่วยอะไรมึงได้วะ เขานอนคิด กูเป็นใครกูยังไม่รู้เลย
จะช่วยมึงได้ไง สายตาจับจ้องมองเพดาน ดั่งยิ่งมองยิ่งเห็นค่าล้ำ
สมบัติราชวงศ์โบราณที่ถูกซุกซ่อนอยู่
เปล่งประกายเลิศล้ำระทวยสวยสด
ไม้แต่ละชิ้นคงมาจากป่าหิมพานต์แดนไกล
แม้แต่ลายไม้ยังบ่งบอกถึงระดับผู้ดี ไม้ชั้นดี
ได้รับการดูแลราวเจ้าหญิงเจ้าชาย
ยังมีต้นไม้ที่ได้รับการดูแลเช่นนี้อยู่อีกหรือ

เราจับตัวคุณมา แมวอีกตัวเพิ่งมาถึงในขณะที่เขาเพ้อถึงไม้เพดาน
โอ เป็นอย่างนั้นเอง บันทึกข้อมูลเก็บไว้
หันหน้ามองชายคนนั้นผู้ที่ยังคงนั่งอย่างสง่า
ทำไมเขาถาม คราวนี้ดูสงบ
มีเรื่องให้ช่วย มีของแลกเปลี่ยน
อะไร
ชายคนนั้นลุกขึ้นลากเก้าอี้ด้วยตนเอง เดินเข้าหาชายผู้ยังนอนอยู่
วางเก้าอี้ลงนั่ง ก้มหน้าลงมามอง
เขาพูดราวกระซิบ ส่งเป็นฝูงแมวมาคลอเคลีย
คุณเป็นคนบ้า รู้ตัวหรือเปล่า หรือหากคุณว่าตัวเองไม่บ้า
แต่คนอื่นเขาไม่คิดอย่างนั้นหรอก
นั่นละคือเหตุผลที่เราจับตัวคุณมา ใครจะสนใจคนอย่างพวกคุณ
คนบ้าไร้บ้านไร้ประโยชน์
พระเจ้าช่างขำขันยิ่งนัก ที่ทรงปั้นแต่งพวกคุณอยู่ปนเปกับพวกเรา
ผมว่ามันน่าสมเพทวะ
ดูพวกคุณสิ มีชีวิตอยู่มาได้ยังไงกันนะ

หรือเขาตอบห้วนๆ แล้วจะให้ผมช่วยอะไร
เหมือนยังไม่หนำใจ ชายคนนั้นนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
กำลังสงบสติอารมณ์ พูดราวกดมีดจี้คอ
แลกเปลี่ยน
อะไร
ผม
ผม?
ใช่ ผม
ผม?
เออ ผมอันรกรุงรัง ดกหนาจับเป็นก้อนของแกนั่นแหละเขาเริ่มมีโมโห

สายตาจับจ้องไปที่เพดานอีกครั้ง เหม่อมองคุยกับเพดาน
อะไรกันวะ ตกลงนี่กูบ้า ไร้บ้านอยู่อาศัย
แต่งตัวโสโครกผมรกรุงรังอย่างที่มันพูดหรือ
แล้วไอ้เวรพวกนี้ ก็สอยกูมา เพื่อจะมาตัดผมกูงั้นเหรอ
ไม่ค่ะ...ไม่ถูกทั้งหมด เพดานตอบ ท่านกรุณาฟังต่อจนจบ
เขาหันมองขาเก้าอี้

กูไม่เข้าใจ ชายผู้สง่าเริ่มเปลี่ยนท่าที ทำไมพระเจ้าถึงทำกับกูอย่างนี้
ดูกูสิ กูสมบูรณ์เกือบทุกอย่าง
ชื่อเสียง กูมี! เงินทอง กูมี! มีหน้ามีตา เสือกให้กูหัวล้านไม่มีผมสักเส้น
ทั้งที่กูเพิ่งสามสิบสอง แต่ดูพวกมึงสิ ไอ้สันดาน
ไอ้พวกไร้บ้านหาแดกยังไม่ได้
ผมดกหนาเป็นก้อนเป็นแผ่น พวกมึงเสือกไม่สนใจ
หน้าเหี้ย! กวนตีน
มึงเอาผมมาให้กูแล้วเอาเงินไปแดกข้าวจะดีกว่าไหม ห๋า
เสียงแมวเมื่อครู่กลายเป็นช้างป่า
ตวาดวิ่งผ่านชายผู้นอนอยู่ด้วยลีลาชาวป่าโกรธธรรมชาติ

พายุสงบ เสียงหัวเราะดังขึ้น ลูกน้องคนเดิมทำท่าจะเอาเรื่อง
เจ้านายห้ามเอาไว้
มองดูชายผู้นอนอยู่ ลุกนั่ง สบสายตา
เขาแลเห็นหัวของชายผู้หัวล้าน โล้นเลี่ยน ยิ่งนึกขำ
นายท่าน เขาพูดในท่านั่ง นายท่านรู้ได้ยังไงว่าผมบ้า หือ?นายท่าน
ผมเป็นพวกไร้บ้าน ใช่ แต่ผมไม่ได้บ้านะ อย่างน้อยก็ไม่ได้เต็มใจบ้า
แล้วผมที่ขึ้นดกเต็มหัวนี่
ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรอย่างที่ท่านว่านะแหละ
นั่นคงเพราะผมไม่คิดมากมั๊ง ผมเลยไม่ร่วงละ ฮ่า ฮ่า
แต่ผมยังยืนยันว่าผมไม่ได้บ้านะเขาพูดพลางชูนิ้วชี้ส่ายไปมา
แล้วเพ่งดูเมื่อมันหยุดนิ่ง

นายท่านนั่งฟังนิ่ง เหมือนรอให้เจ้าไร้บ้านพูดต่อ
ชายไร้บ้านรู้สึกอยู่ในบรรยากาศเงียบกดดัน
ลดมือยกหน้ามองดูนายท่าน ท่าทางเขาจะต้องพูดอะไรต่อ

ผมจะเล่าเรื่องตลกๆให้ฟัง นายท่าน เรื่องแรก
นายท่านมีทุกอย่างยกเว้นผม
ส่วนผมมีแต่ผมเพียงอย่างเดียว ฮ่าฮ่าฮ่า เออ ขำดี เฮ้ย เดี๋ยว
เขาห้ามเจ้าลูกน้องเอาไว้ก่อนจะเข้ามาอัด
เอาละ ของจริง เมื่อก่อนนี้"เขาถอนหายใจ
" ตอนผมเพิ่งออกมาใช้ชีวิตไร้บ้านใหม่ๆ
ผมก็พอมีเงินอยู่บ้าง กำลังคิดอยู่เชียวว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี
ผมไม่อยากอยู่บ้าน ไม่อยากอยู่กับที่ ไม่อยากทำงาน
ไม่รู้จะหากินยังไง แต่ต้องแดกแม่งทุกวัน เงินก็เริ่มร่อยหรอลงทุกวัน
ไม่อยากคุยกะใคร เข้ากับคนไม่ได้โดยสมบูรณ์แบบ โดดเดี่ยวหฤหรรษ์
ค่ำคืนมองดูผู้คนกลับบ้าน ละแวกนี้ อากาศหนาวเหน็บเจ็บปวด
ผมเดินสู่จุดหมาย สู่เสาไฟฟ้าต้นนั้น "

แหงนหน้ามองประหนึ่งภาพฉากทั้งหมดปรากฏอยู่เบื้องหน้า

"ผมชอบเสาไฟฟ้าต้นยักษ์ในค่ำคืนชุมนุมของดวงดาว
คืนที่มนุษย์โง่เง่าเข้าบ้านนอน ผมเดินไปใต้เสาไฟฟ้า
แหงนมองจากต้นหนึ่งสู่ต้นหนึ่ง สู่อีกต้นหนึ่ง
สายไฟเชื่อมโยงแต่ละต้นนิ่งงันเงียบเหงา
ไหวตามลมแต่ก็ยังเงียบเหงา ผมกลับเป็นสุขเหลือเกิน
ด้วยเหตุอันใดไม่รู้ นายท่าน
ผมแค่ชอบมองมันอย่างนั้น ชีวิตรอเพียงค่ำคืนเวียนมาถึง
รอเฝ้าดูดวงดาวและเสาไฟ
ใช้ชีวิตกึ่งตื่นกึ่งฝัน ทุกวันมีแต่คำว่า ช่างแม่ง ผมของผมเริ่มยาว
ยาวมากๆจนรำคาญละ แต่ผมไม่ชอบไปตัดผมนะสิ
ยังจำได้ตอนไปร้านตัดผมครั้งกระโน้น เขาหยุดกลืนน้ำลาย
มองนายท่านนั่งฟังอยู่นิ่งๆเหมือนตอนแรก ลูกน้องก็เฉย
ปลอดภัย แล้วเล่าต่อ
ตอนนั้นผมยังเด็กยังหนุ่ม ผมเกลียดการตัดผม
ใช่ว่าผมจะชอบให้ผมยาวหรอกนะ
แต่ผมเกลียดการตัดผมละ เกลียดกลิ่นของผมหลังโดนตัด
เกลียดทรงผมทุเรศๆที่พวกช่างตัดผมไร้จินตนาการตัดให้
เกลียดการตอบคำถามที่ผมไม่รู้ว่าต้องตอบไง เข้าใจไหมครับ
อย่างถามว่า เอาตรงนี้ออกไหม เฮ้ยกูไม่รู้หรอก กูไม่เห็น
มึงนึกสิว่าควรตัดไหมเล่า
โอย ผมละเบื่อคนพวกนี้ แล้วมันก็ตัดส่งๆ
หวีปัดไปปัดมาข่วนหูข่วนคอผม
เกลียดแม้พวกคนสระผมมันจะสระไปให้พ้นๆ ทึ้งผมเจ็บหัว
ผมติดมือมันเป็นกำ
เออ ช่างแม่งจะลุกไปต่อยมันก็ใช่เรื่อง ผมเกร็งตลอดเวลาที่ตัดผม
แทบเป็นลม กรรไกรเล็มหนึ่งทีเหมือนวิญญาณหลุดติดมือมันไปด้วย
จ้องหน้าตัวเองในกระจก หวาดผวาเหมือนเจอผี
โอย ไม่อีกแล้วไม่ตัดผมอีกแล้ว ผมเลยปล่อยให้มันยาว
กลับมาตอนผมใช้ชีวิตไร้บ้าน ผมไม่เคยตัดผม
ไม่เคยเลย แล้วมันก็เริ่มคัน คันจนเริ่มชิน
ปล่อยไปตามทางของมัน ไม่เคยคิดว่ามีผมอยู่บนหัว
ไม่เหมือนเป็นชิ้นส่วนของผมเลย เหมือนสัตว์เลี้ยงมากกว่าละ ฮ่าฮ่า
อย่างนายท่านว่า เอาผมมาแลกเป็นข้าวได้ก็คงดี
แต่มันแลกไม่ได้ ผมก็เลยไว้ยาวเรื่อยมา ช่างแม่ง
ผู้คนก็เลยแต่งตั้งให้ผมเป็นคนบ้า
ทั้งๆที่ตอนแรกนั้น ผมแค่เข้ากับพวกเขาไม่ได้ก็เท่านั้นเอง
โอยผมไม่ได้บ้าหรอกแค่ไม่มีเงินเท่านั้นแหละ
ดูอย่างนายท่านสิ นายท่านคงมีเงินเยอะแยะ
และคงไม่มีใครว่านายท่านเป็นคนบ้าหรอก
ไม่งั้นลูกน้องนายท่านคงเตะเขาไส้แตก จริงไหม

ชายผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ขยับตัว ก้มลงศอกท้าวเข่ายกหัวมองเจ้าไร้บ้าน
ถ้าแลกผมกับข้าวได้ละ แลกไหมนายท่านพูดหน้าจริงจัง
ไม่รู้ซี นายท่าน แลกกับอะไรเท่าไหร่ละ ผมคิดภาพไม่ออกหรอก
ผมของแก แลกกับอะไรก็ได้ เงิน ทอง
หรืออะไรก็ได้ แลกกับแกที่จะไม่มีผมขึ้นอีกแล้ว
อย่างนั้นเชียวหรือนายท่าน รู้อะไรมั๊ย ช่างแม่ง ผมไม่สนหรอก
ผมแลกแล้วนายท่านจะมีผมดกขึ้นมาหรือไง ปล่อยผมไปเถอะ
นายท่านยังคงนิ่งอยู่ท่าเดิม หน้าตานิ่งจริงจังดูน่ากลัว
ชายไร้บ้านหันสายตาหนี
มองขึ้นบนเพดาน นี่มันเหี้ยอะไรหรือคุณเพดาน
นายคนนี้เขาต้องการผมจากผมจริงๆหรือ ชายไร้บ้านถาม
ค่ะ เธอไม่เชื่อหรือ นี่เรื่องจริงนะ เธอไม่ได้ฝันไปหรอก
เสียงเพดานตอบ ฟังครั้งนี้เป็นเสียงผู้หญิง หญิงผู้ดีอีกต่างหาก
ชายไร้บ้านหันมามองนายท่านด้วยหางตา แล้วหันหัวตามมา

นายท่านว่าจะแลกอะไรก็ได้กับผมของผมงั้นใช่มั๊ยเขาทวนถามอีกครั้ง
ถูกต้อง อะไรก็ได้
อะไรก็ได้จริงๆนะ
อะไรก็ได้
ผมเอาเพดานนี้ละนายท่าน นิ้วชี้ขึ้นข้างบน

นายท่านนิ่ง นิ่งอยู่ท่าเดิมท่าเดียวตลอดมา
เขาคงเป็นรูปปั้นได้แน่ถ้าเขาอยากเป็น
แต่รูปปั้นห่านี่มันน่ากลัว คงไม่มีใครเอาไปตั้งที่ไหนหรอก
นายท่านจ้องมองตาถลน แล้วก็ขำออกมาเสียงดัง
ไอ้เวรตะไล มึงนี่มันบ้าของจริงนายท่านส่ายหัว
มีหน้าไหนจะเอาเพดานบ้านกู ไหงเงินทองมึงไม่สนใจ
มึงกวนตีนจะเอาเพดานบ้านกู
นายท่านไม่เข้าใจ เพดานนี่สวยงามหยดย้อย ดั่งหญิงสาวผู้ดีมีสกุล
แล้วเธอก็คุยกับผมรู้เรื่อง
หรืออย่างน้อยๆ ถ้าขาย ก็คงขายได้หลายตังค์เชียวละชายไร้บ้านสาธยาย
มึงคุยกับเพดาน
ครับ
สาวสวยหยดย้อย
ครับ
หึ ไอ้บ้า สาวน้อยหยดย้อย มึงจะปี้เพดานรึไง
ก็ไม่แน่ครับ ถ้าทำได้
ไอ้หน้าเหี้ย แล้วมึงจะเอาไปยังไง มึงจะเอาเพดานเหี้ยนี่ไปไหนได้ยังไง
ท่านปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมหลังจากท่านรับแลกแล้วเถิดครับ

เป็นดั่งคำขอ นายท่านตกลง ชายไร้บ้านหัวล้านเลี่ยน มันสะท้อนแสง
มันเลื่อมเหมือนไม่เคยมีอะไรปกปิด ถูกเช็ดถูทั้งเช้าทั้งบ่าย
มันจนน่าเล่นสกีได้ มองดูบ้าน บ้านหลังนี้เป็นบ้านสองชั้นตามคาดใหญ่โตทีเดียว
แต่อีกหลังที่อยู่เยื้องกันใหญ่โตมหึมายิ่งกว่า อยู่แล้วคงเหงา
บ้านที่เป็นห้องเก็บของถูกเลื่อยแยกเป็นชิ้นๆ
ชิ้นที่เป็นส่วนเพดานจะถูกแยกไว้อีกกองหนึ่ง
ไม้ทุกชิ้นยังคงสภาพดี พร้อมจะประกอบใหม่ได้อีกครั้งเร็วๆนี้
ลูกน้องนายท่านอุตส่าห์ใช้รถขนมาทิ้งให้พร้อมตัวชายไร้บ้าน
ทิ้งตรงที่ข้างเสาไฟฟ้าใหญ่ยักษ์ต้นที่เขาชี้หมายไว้
เทพรวดลงบนพื้นหญ้า
ลูกน้องคนที่เตะชายโครงยืนยิ้มอยู่หน้ารถ
ถามว่าจะเอาไม้ไปทำอะไรที่ไหนต่อ
ชายไร้บ้านตอบว่ายังไม่รู้เลย
เพราะตอนแรกหวังว่าจะเอามาทั้งเป็นแผ่นเพดานอย่างนั้น
เมื่อถูกย่อยเป็นชิ้น ยังต้องขอคิดก่อน

แลกคืนไม่ได้แล้วนะลูกน้องนายท่านบอก
ครับ
เปลี่ยนก็ไมได้แล้วนะ
โอ...ครับ
เอาอะไรเป็นของแถมหน่อยมั๊ย
อืม บุหรี่สักมวนเป็นไงครับ ลูกน้องควักบุหรี่บุ้บี้ทั้งซองให้
เออ ลา โชคดี
ลา ครับ
รถบรรทุกวิ่งหนีหายไปคล้ายความฝัน
กองไม้ผู้ดีมีสกุลวางเรียงสะเปะสะปะไร้มารยาท
ใต้เสาไฟฟ้าใหญ่ยักษ์ที่มีสายห้อยร้อยรยางค์เชื่อมแต่ละต้นเข้าด้วยกัน
เงียบเหงาลึกลับ
จะมีต้นใดบ้างไหมที่ขอแยกตัวไม่อยากร่วมวงโยงสายไฟด้วย
ไอ้เสาต้นนั้นมันต้องบ้าแน่ๆเลย เพราะมันเกิดมาเป็นเสาไฟฟ้านี่นะ
ก็ต้องทำหน้าที่ของมันไป
เขาหันมองไม้เพดานเหล่านี้ดั่งรู้หน้าที่ของมัน
แล้วจับมันแยกตามความยาวและรูปลักษณ์
ดวงดาวยังอยู่เป็นเพื่อนในยามค่ำคืน
สายลมหนาวพัดโบกโยกสายไฟให้ไหวเคลื่อน
โหวงเหวง ดังเหมือนเสียงอึ่งครางมาจากดวงจันทร์
เขาจับไม้เพดานตั้งขึ้น
ก่อกันเป็นทรงกระโจม โอ มันคงจะอุ่นไม่น้อยเลยนะ
เดินหาเศษใบไม้ ผ้า หญ้า กระดาษหรือขยะอื่นๆละแวกนั้น
ที่น่าจะเป็นเชื้อเพลิงได้ ได้เชื้อเพลิงมาหนำใจ
หยิบบุหรี่ในกระเป๋าเสียบมุมปาก
เปิดกล่องไม้ขีดเก่าเก็บ เหลือไม้ขีดแค่ก้านเดียว
คิดชั่วแมวดม เอามือลูบหัวล้านเลี่ยน
แล้วเขาก็จุดไฟขึ้นเผาปลายบุหรี่แดงวาบ
ป้องให้ไฟลาม
สูดควันเข้าเต็มปอดแล้วพ่นพุ่งออกมาอย่างสบายอกสบายใจ

เรื่องสั้นของ ฮารูกิ มูราคามิ

The Second Bakery Attack

Translated Into English by Jay Rubin

แปลโดย โอเมก้า

 

 

 

-การบุกร้านเบเกอรี่ลำดับที่สอง-

 

 

 

ภาพจาก http://twilightvirus.blogspot.com/

 

ผมยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเลือกดีแล้วหรือยังที่เล่าเรื่อง "บุกร้านเบเกอรี่"ให้ภรรยาผมฟัง
ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรคิดพะวงกับคำถามว่าถูกหรือผิด
ก็อย่างที่พูดๆกันว่า
เลือกผิดแต่ยังได้ผลลัพธ์ออกมาถูก แล้วในทางกลับกันละ?
สำหรับผม ผมปรับเลือกแค่ที่ว่า ความจริงเราไม่เคยได้เลือกอะไรเลย
เพียงแค่เรื่องมันจะเกิด มันก็เกิด หรือจะไม่เกิด มันก็เท่านั้น

 

หากคุณจะมองในทำนองเดียวกันนี้
มันก็แค่บังเอิญว่า ผมเล่าเรื่อง "บุกร้านเบเกอรี่" ให้ภรรยาผมฟัง
โดยมิได้กะคำนวณแต่อย่างใดที่จะขุดเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า ลืมไปหมดแล้วด้วยซ้ำ
แต่มันก็ไม่เชิงว่าเป็นเรื่องที่ อยู่ๆก็นึกปิ้งขึ้นมา อยู่เหมือนกัน

สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง"บุกร้านเบเกอรี่"คงเป็น "ความหิวอันหนักหน่วงเหลือทน"


มันเริ่มเมื่อตอนตีสองแห่งรุ่งเช้าวันใหม่
เรากินอาหารเย็นมื้อเบากันตอนหกโมง
คลานขึ้นเตียงตอนสามทุ่มครึ่งสิบ แล้วร่วงหลับ
ด้วยเหตุบางประการเราตื่นพร้อมๆกันไม่น่าคลาดเกินนาที
และในไม่กี่นาทีต่อมา ความเจ็บปวดจู่โจมฉับพลัน
ดั่งทอเนโดในนิยายพ่อมด ออส
ยิ่งใหญ่มหึมาหนักหน่วงเกินอำนาจของความปวดจากท้องหิวจะทำได้

ในตู้เย็นของเรา ไม่ได้บรรจุด้วยสิ่งใดที่อาจจัดประเภทว่าเป็นอาหารเลย
เรามีน้ำสลัดฝรั่งเศส เบียร์หกกระป๋อง หอมเหี่ยวๆสองหัว เนยแท่ง
และกล่องก้อนดับกลิ่นตู้เย็น

 

พึ่งได้สองสัปดาห์หลังการแต่งงานของเรา
เรายังไม่ได้กำหนดความเข้าใจพื้นฐานในการเคารพกฎ
ของการโภชนาระหว่างฉันท์สามีภรรยา
ไม่เคยยุ่งย่ามมาหยิบคิด

ผมทำงานในสำนักงานกฎหมาย
เธอเป็นเลขาที่โรงเรียนสอนการออกแบบ
ผมยี่สิบแปด หรือยี่สิบเก้า
ทำไมผมไม่เคยจำปีที่แน่นอนของการแต่งงานได้นะ
เธออ่อนกว่าผมสองปีแปดเดือน
และร้านชำเป็นอย่างสุดท้ายที่ผุดในความคิดเรา

 

เราทั้งคู่หิวหนักเกินกว่าจะหลับ แต่นอนนิ่งก็จะปวดอยู่เช่นนั้น
เราหิวหนักหน่วงเกินกว่าจะทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราวได้เช่นเดียวกัน
เราลุกออกจากเตียง ปรี่เข้าครัว
แล้วนั่งลงกันคนละฝั่งโต๊ะกินข้าว
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความหิวหนักหน่วงเยี่ยงนี้ได้บ้างหนอ

 

เราผลัดเวียนกันไปเปิดประตูตู้เย็นและหวังว่าจะเจออะไรบ้าง
แต่ทุกครั้งที่มองเข้าไป พวกมันไม่เคยเปลี่ยน
เบียร์ หัวหอม และเนย และน้ำสลัด และก้อนดับกลิ่น
เอ้อ เราอาจจะผัดหัวหอมคลุกกับเนยได้
แต่ไม่มีทางที่หอมเหี่ยวๆสองหัว จะเติมเต็มท้องอันว่างเปล่าของเราทั้งคู่
หัวหอมมันมั่นหมายถึง ของที่กินเคียงกับอย่างอื่น
มิได้เป็นจัดอาหารโดยตัวมันเอง

 

"คุณผู้หญิงสนใจรับน้ำสลัดฝรั่งเศสคลุกก้อนดับกลิ่นสักที่ไหมครับ?"


ผมกะให้มันผ่านๆหูเธอไปในแบบที่เธอไม่ต้องสนใจในความพยายาม
สร้างอารมณ์ขันของผม มันได้ผล


"ขึ้นรถแล้วออกไปหาร้านอาหารโต้รุ่งกันเถอะ" ผมกล่าว "ออกถนนใหญ่ คงมีสักร้าน"

 

เธอปฏิเสธข้อเสนอของผม


"ไม่ได้ค่ะ เราไม่ควรออกไปกินนอกบ้านหลังเที่ยงคืน" เธอยังหัวโบราณในเรื่องแบบนี้

 

ผมหายใจหนึ่งเฮือกแล้วตอบ "คงงั้น"

 

เมื่อก่อนนั้น
เมื่อใดก็ตามที่ภรรยาผมออกความคิดเห็น(หรือข้อสรุป)
มันจะก้องสะท้อนในหู ดั่งพลังอำนาจแห่งการรู้แจ้งจากพระเจ้า
มันอาจจะเกิดเฉพาะกับคู่แต่งงานใหม่ ไม่ทราบได้
แต่เมื่อเธอพูดเรื่องนี้กับผม
ผมถึงเริ่มคิดว่านี่คือความโหยหิวแบบพิเศษหฤหรรษ์
ที่มิสามารถเติมเต็มได้ ด้วยการออกไปกินอาหาร
ร้านโต้รุ่งตามริมถนน แล้วจบกัน ความหิวพิเศษแปลกประหลาด จะเป็นสิ่งใดได้หนอ?

ผมสามารถเล่าโดยเอาภาพมาแปะได้เป็นช่องๆอย่างในม้วนภาพยนตร์เลยทีเดียว

 

ภาพแรก ผมอยู่ในเรือลำน้อย ลอยเท้งท่ามกลางท้องทะเลสงัด
ภาพที่สอง ผมก้มมองลงบนผิวน้ำ เห็นปลายยอดภูเขาไฟยืดยอดสูงจากก้นพื้นมหาสมุทร
ภาพที่สาม ปลายยอดของมันจรดใกล้พื้นน้ำแต่ใกล้เพียงใด ไม่อาจบอก
ภาพที่สี่ อันนี้เป็นภาพที่เกิดจากผิวน้ำโปร่งแสงแทรก
กระทบส่งภาพบิดเบี้ยวประสาทการบอกกะระยะทาง

 

นี่คือภาพที่แจ่มชัดที่สุดที่ผุดขึ้นในห้วงความคิดในช่วงสองสามนาที
ขณะภรรยาผมปฏิเสธการออกไปกินอาหารโต้รุ่งแล้วผมก็ตอบตามเธอว่า"คงงั้น"
แม้ผมไม่ใช่ซิกมันด์ ฟอยด์ แน่ละ ไม่สามารถวิเคราะห์ได้มั่นเหมาะ
ว่าภาพเหล่านี้หมายถึงสิ่งใด
แต่รู้ได้ด้วยสัญชาติญาณว่า มันคือการชี้แจ้งจากพระเจ้า
ว่าทำไมผมจึงไม่คำนึงถึงความหิวเข้มข้นพิศดาลแปลกประหลาดนี้
แต่ผมกลับเออออไปกับข้อสรุป(หรือคำยืนยัน)ของเธอ

 

สิ่งเดียวที่เราพอทำได้ในตอนนั้น เปิดกระป๋องเบียร์ดื่ม
มันยังดีกว่ากินหัวหอมหลายเท่านัก เธอไม่ชอบเบียร์
ผมจึงแบ่งให้เธอสอง ผมสี่ และขณะที่ดื่มกระป๋องแรกกันอยู่นั้น
เธอเดินเข้าไปค้นชั้นวางของในครัวเหมือนกระรอกในเดือนพฤศจิกายน และในที่สุด
เธอเปิดกระปุกที่มีคุ้กกี้เนยสี่ชิ้นซุกอยู่ตรงก้น มันถูกเหลือทิ้งไว้
ร่วนและไร้รสชาติ
แต่เรากินกันคนละสอง เอร็ดอร่อยทุกเศษเสี้ยว

 

เปล่าประโยชน์
ในภาวะแห่งความหิวของเรา
กว้างใหญ่ไพศาลประหนึ่งคาบสมุทรไซไนอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
คุกกี้แกล้มเบียร์กลืนหล่นหายไร้ร่องลอย

เวลาไหลเอื่อยซึมแทรกผ่านความมืดดั่งเมือกตะกั่วไหลในไตปลา
ผมอ่านป้ายกระป๋องเบียร์อะลูมิเนียม
จ้องดูนาฬิกาข้อมือ
มองไปยังประตูตู้เย็น
ผมกางหนังสือพิมพ์เก่า แล้วใช้โปสการ์ดกอบกวาดเศษคุกกี้ที่หล่นเหลือบนโต๊ะ

 

"เกิดมาฉันไม่เคยหิวขนาดนี้มาก่อนเลย"เธอพูดขึ้น


"ฉันสงสัยว่ามันเกี่ยวข้องกับการแต่งงานหรือเปล่านะ"

 

"อาจเกี่ยว" ผมพูด" อาจไม่"

 

ขณะที่เธอยังมองควานหาเศษเถ้าชิ้นอาหาร ผมเอื้อมตัวข้ามกาบเรือ
มองลงไปยังปลายปล่องของภูเขาไฟใต้น้ำ
ความแจ่มชัดใสของพื้นน้ำมหาสมุทรทำผมรู้สึกกระสับกระส่าย
ประหนึ่งเกิดรูโหว่ขึ้นสักในหลังแผ่นแผงร่างแหประสาทรับแสง
ปิดปากถ้ำสนิททั้งทางเข้าทางออกเป็นสุญญากาศกลวงโบ๋
สัมผัสบางอย่างอย่างแปลกพิกลในความว่างเปล่า
สัมผัสของความจริงที่จับต้องได้อ้อยอิ่งดำรงอยู่ในความว่างเปล่าไร้ตัวตน
เหมือนความกลัวเปลี้ยง่อย เช่นเดียวกันที่คุณปีนยอดหอสูง
ความสัมพันธ์ระหว่างความหิวและกลัวความสูงเป็นการค้นพบใหม่ล่าสุดของผม

เมื่อไรกันที่บังเกิดความรู้สึกนี้แก่ผมมาในครั้งกาลก่อน
กระเพาะร้างว่างเปล่าเยี่ยงนี้ ตอนนั้น เมื่อไหร่กัน


โอ ช่าย ตอนนั้น

 

"เวลาของการเข้าบุกร้านเบเกอรรี่"ผมได้ยินตัวเองพูดขึ้น

 

"บุกร้านเบเกอรี่" พูดอะไรของคุณนะ

 

แล้วมันก็เริ่มขึ้น

 

"ครั้งหนึ่งผมเคยบุกร้านเบเกอรี่"นานมาแล้ว ร้านไม่ใหญ่ ไม่ดัง
ขนมปังไม่มีอะไรพิเศษโดดเด่น แต่ก็ไม่เลวอย่างพิเศษโดดเด่นเหมือนกัน
ร้านเบเกอรี่สามัญดาษดื่นที่หาได้ตามละแวกบ้านทั่วไป
ชายแก่ผู้ทำทุกอย่างได้ด้วยมือของเขาเอง
อบขนมตอนเช้า ขายหมด ก็เก็บร้านไปวันๆ"

 

"ถ้าคุณจะบุกร้านเบเกอรี่ แล้วทำไมต้องเป็นร้านนั้นละ"

 

"อืม ไม่มีประเด็นใดต้องบุกร้านใหญ่ ที่เราต้องการแค่ขนมปังไม่ใช่เงิน
เราแค่ผู้บุกรุก ไม่ใช่โจร

 

"เรา? "  "ใคร เรา?"

 

"เพื่อนเก่า สมัยก่อน สิบปีก่อน เราถังแตกไม่มีเงินแม้สำหรับซื้อยาสีฟัน
ไม่เคยได้อิ่มท้อง เราทำอะไรแย่ๆหลายๆอย่างเพื่อให้ได้อาหารมา
การบุกร้านเบเกอรี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น"

 

"ฉันไม่เข้าใจ" เธอจ้องเขม็งมาที่ผม แววตาเธอเป็นดั่งดวงตาที่มองหา
ดวงดาวที่ลางเลือนในท้องฟ้าตอนรุ่งเช้า


"ทำไมคุณไม่หางานทำ ทำงานหลังเลิกเรียนก็ยังได้
มันยังจะง่ายกว่าบุกเข้าร้านเบเกอรี่เป็นไหนๆ"

 

"เราไม่อยากทำงาน เราชัดเจนแจ่มแจ้งในเรื่องนี้"

 

"อืม ตอนนี้คุณทำงานแล้ว ไม่ใช่เหรอ"

 

ผมผงกหัวแล้วกระดกเบียร์ดื่ม ขยี้ตา โคลนขุยของเบียร์แทรกซึม
เข้าสู่สมองกำลังต่อสู้กับความหิวปวดท้อง

 

"เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน" ผมกล่าว "กลับไปนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า"

 

"ฉันยังไม่ง่วง ฉันอยากให้คุณเล่าเรื่องบุกเบเกอรี่ต่อ"

 

"ผมไม่มีอะไรจะเล่า ไม่สนุกตึงตัง ไม่ตื่นเต้น"

 

"แล้วสำเร็จไหม?"

 

ผมยกเลิกเรื่องนอน เปิดเบียร์อีกกระป๋อง เมื่อเธอสนใจเรื่องใดขึ้นมา
เธอต้องได้รับฟังจนหมดเปลือก นั่นคือแนวของเธอ

 

"อืม มันอาจเรียกได้ว่าสำเร็จ และก็ไม่สำเร็จด้วย เราได้สิ่งที่ต้องการ
แต่ในระบบของการปล้น นับว่าไม่สำเร็จ
เขาให้ขนมปังเราก่อนที่เราจะลงมือเสียอีก"

 

"ฟรี?"

 

"ไม่ทั้งหมด ไม่เลย นั่นละส่วนที่ยากที่สุด" ผมส่ายหัว
"เขาเป็นพวกเพี้ยนคลั่งเพลงคลาสสิก ตอนเราไปถึง
เขาฟัง "Wagner Overtures" อยู่ เราตกลงกัน ว่า
ถ้าพวกผมฟังแผ่นเสียงนั่นตลอดจนจบ เราก็เอาขนมปังไปได้มากเท่าที่ต้องการ
ผมหันไปปรึกษากับเพื่อน


"ตกลง" เราว่า


เราอาจไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเสียทีเดียว
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ใครบาดเจ็บ
เราเก็บมีดใส่เป้ ลากเก้าอี้มานั่ง
แล้วนั่งฟัง" Tannhauser กับ The Flying Dutchman"

 

"แล้วต่อจากนั้น...? พวกคุณก็ได้ขนมปัง?"

 

"ช่าย เกือบหมดทั้งร้านทีเดียว เรายัดมันลงเป้แล้วกลับบ้าน
อยู่กินได้สี่หรือห้าวัน" ผมยกเบียร์ขึ้นจิบ ราวคลื่นสงัดปริจากแผ่นดินไหว
พัดใบ้สะบัดเบาใต้ท้องทะเล


ความง่วงงันของผมปล่อยให้เรือนั้นสงบแกว่งไกวไหวตามสายคลื่น

 

"แน่นอน เราสำเร็จตามจุดประสงค์ เราได้ขนมปัง
แต่ ไม่อาจกล่าวได้ว่าเราก่ออาชญากรรม
มันคือการแลกเปลี่ยนเสียมากว่า เรานั่งฟัง Wagner ร่วมกับเขา
และได้ขนมปังเป็นสิ่งตอบแทน พูดได้ว่าเราบริสุทธิ์
เรียกว่าการเจรจาธุรกิจจะเหมาะสมที่สุด"

 

"แต่การฟังWagnerมันไม่ได้เรื่องเลยค่ะ" เธอพูดขึ้น

 

"โอ้ ไม่ ไม่อาจกล่าวได้ทำนองนั้น ถ้าเจ้าของร้านยันจะให้เราไปล้างจาน
หรือ เช็ดกระจกหรือทำอย่างอื่น เราคงปฏิเสธ แต่เขาเปล่า
อย่างเดียวที่เขาต้องการคือให้เราฟัง Wagner ตั้งแต่ต้นจนจบ
จะมีใครคาดได้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ ผมหมายถึง "วากเนอร์?"
มันเหมือนกับ..เจ้าของร้านสาปเราสองคน
ตอนนี้ผมมาคิด เราน่าจะปฏิเสธไป
เราน่าจะขู่เขาด้วยมีดแล้วปล้นขนมปังห่านั่น
มันคงไม่เป็นปัญหาใดๆตอนหลัง"

 

"คุณมีปัญหาใดหรือ?"

 

ผมขยี้ตาอีกครั้ง

 

"ก็ว่าได้ ไม่อาจชี้ชัดอะไร แต่ หลายสิ่งเริ่มเปลี่ยนหลังจากนั้น
ราวกับเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ยกตัวอย่าง ผมกลับเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
เรียนจบ เริ่มทำงานที่สำนักกฎหมาย และสอบอัยการ
ผมพบคุณและแต่งงานกัน ผมไม่เคยได้ทำอะไรแบบนั้นอีกเลย


ไม่มีแล้วเรื่องบุกร้านเบเกอรี่"

 

"แค่นั้น?"

 

"ครับ หมดสิ้นเพียงเท่านี้"ผมกระดกเบียร์อึกสุดท้าย
ตอนนี้หมดทั้งหกกระป๋อง หกฝาดึงเรียงตัวในที่เขี่ยบุหรี่
คล้ายเกล็ดของนางเงือก

 

แน่นอน ไม่จริงดั่งที่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์บุกเบเกอรี่ครั้งนั้น
เรื่องราวมากมายที่พอจะชี้ชัดจัดแยกลงไปได้
เพียงแต่ผมไม่อยากคุยเรื่องพวกนี้กับเธอนัก

 

"อืม แล้ว เพื่อนคุณคนนี้ ตอนนี้เป็นไงบ้าง"

 

"ไม่รู้เหมือนกัน บางอย่างเกิดขึ้น บางอย่างในความว่างเปล่า
เราเลิกไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่เคยเจอเขาเลยตั้งแต่นั้น
ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นไงบ้าง"

 

ชั่วครู่หนึ่ง เธอเงียบงัน เธออาจรู้ว่าผมไม่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟัง
แต่เธอก็ยังไม่พร้อมที่จะมาเค้นผมให้พูดออกมา

 

"งั้น" เธอพูด " นั่นละ คือสาเหตุว่าทำไมคุณแยกกัน ไม่ใช่หรือ?
เรื่องการบุกร้านเบเกอรี่ มันส่งผลโดยตรงเลยเชียวละ"

 

"อาจเป็นได้ ผมว่ามันหนาหนักกว่าที่เราทั้งสองจะทำความเข้าใจ
เราคุยกันถึงเรื่องความสัมพันธ์ของ Wagner กับขนมปังหลายต่อหลายวัน
เราเฝ้าถามตัวเองว่าได้เลือกมาถูกทางแล้วหรือยัง เราก็ยังตัดสินใจไม่ได้
แน่นอน ถ้าเรามองกันอย่างมีเหตุมีผล เราเลือกถูก ไม่มีใครเป็นอันตราย
ทุกคนได้อย่างที่ตนต้องการ
เจ้าของร้าน...ผมยังคิดไม่ตกว่า ทำไมเขาทำเช่นนั้น แต่ จะว่าไป
เขาก็สำเร็จลุล่วงในการเผยแพร่ Wagner
และเราก็สำเร็จในการอัดหน้าเราให้เต็มด้วยขนมปัง"

 

"ถึงกระนั้น เราก็ยังรู้สึกว่า เราได้ทำเรื่องร้ายๆลงไป
และบางที ความผิดพลาดนี้มันยังคงติดตัวเรา
ไม่ได้สะสาง ทอดร่างเงาปกคลุมชีวิตของเราอยู่อย่างนั้น
นั่นละ ที่ผมใช้คำว่า -สาป- ใช่เลย มันเป็นเหมือนคำสาป"

 

"คุณคิดว่ามันยังติดตัวคุณอยู่ไหม?"

ผมรวบรวมฝาดึงจากที่เขี่ยบุหรี่ เรียงมันเป็นวงอะลูมิเนียมขนาดสร้อยคอ

 

"ใครจะรู้ ผมไม่รู้ พนันได้เลยว่าโลกนี้เต็มไปด้วยคำสาป
ยากจะบอกได้ว่าคำสาปใดทำให้เราไขว้เขว"

 

"นั่นไม่จริงเลย" เธอมองตรงมาที่ผม "คุณบอกได้หากคุณคิดสักนิด
และนอกจากคุณ ตัวคุณเองเท่านั้นนะ ที่จะทำลายคำสาปนั้นได้
มันจะติดตัวคุณไปเหมือนฟันคุด มันจะทรมานคุณจนคุณตายไป
และไม่ใช่แค่คุณคนเดียว ฉันก็ด้วย!"

 

"คุณ?"

 

"เอาละ ตอนนี้ฉันคือเพื่อนที่ดีที่สุดคุณแล้วละ ว่าไหม?
ไม่คิดเลยหรือว่าตอนนี้เรากำลังหิว?
ฉันไม่เคย ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะต้องหิวอย่างนี้จนมาแต่งกับคุณ
ไม่คิดว่าผิดปรกติเลยหรือ?
คำสาปของคุณกำลังเล่นงานลามมาถึงฉันแล้วตอนนี้"

 

ผมผงกหัว แยกสร้อยฝาดึงออก แล้วเทลงกลับในที่เขี่ยบุหรี่
ไม่รู้ว่าเธอพูดถูกหรือไม่
แต่ผมรู้สึกได้ว่าเธอสัมผัสเข้าถึงบางอย่าง

ความรู้สึกหิวลากไส้กลับมาอีกครั้ง หนักหนากว่าทุกคราว
มันทำให้ผมปวดมืดมึนหัว
ทุกแปลบความเจ็บปวดของกระเพาะ
แปลส่งไปยังแกนกลางของสมองราวกับสายพาน
ราวกับทุกส่วนในร่างกายประกอบขึ้นด้วยเครื่องจักรซับซ้อนนานาชนิด

ผมก้มมองปล่องภูเขาไฟของผมอีกครั้ง น้ำชัดใสกว่าคราวก่อนมากนัก
กล่าวได้ว่าหากเพ่งใกล้เข้าไป อาจไม่เห็นแผ่นน้ำนั้นแผ่ขวางอยู่เลย
ผมรู้สึกเหมือนเรือลอยอยู่กลางอากาศ ไม่มีสิ่งใดเจืออยู่เบื้องล่าง
ผมสามารถเห็นก้อนกรวดเล็กๆมากมายจากพื้นสมุทร
รอเพียงแค่ให้ผมจะเอื้อมไปหยิบจับ

 

"เราอยู่ด้วยกันมาสองสัปดาห์" เธอพูดขึ้น


"แต่ตลอดเวลา ฉันรับรู้ได้เพียงการแอบแฝงอยู่ของสิ่งประหลาด"
เธอจ้องทะลุมาที่ตาผมแล้วรวบมือทั้งสองมากุมไว้บนโต๊ะ
นิ้วมือสวมสลับเข้าหากัน


"แน่ละ ฉันไม่รู้ว่ามันคือคำสาป จนมาบัดนี้
มันอธิบายทุกอย่างเสร็จสรรพ...


คุณต้องคำสาปค่ะ"

 

"การแอบแฝงอยู่ของสิ่งประหลาด?....ยังไง?"

 

"แบบ...เหมือนดั่งมีผ้าม่านผืนหนาหนัก ปกคลุมไปด้วยฝุ่น
ไม่เคยซักล้างมาหลายปี แขวนนิ่งงันมาจากเพดาน"

 

"มันอาจไม่ใช่คำสาป แต่มันคือผมเอง" ผมพูดแล้วฉีกยิ้ม

 

เธอไม่ยิ้มตอบ

 

"ไม่ ไม่ใช่คุณหรอก"เธอตอบ

 

"โอ ตกลง สมมติคุณพูดถูก สมมติว่าผมต้องคำสาป เอาละ
แล้วผมจะทำอะไรกับมันได้ละ"

 

"บุกร้านเบเกอรี่กันอีกครั้ง เดี๋ยวนี้เลย! นั่นละคือทางเดียวของคุณ"

 

"ตอนนี้?"

 

"ค่ะ ตอนนี้ ตอนที่คุณกำลังหิวอยู่นี่ละ
คุณต้องสานต่อในสิ่งที่คุณยังค้างไว้ให้สำเร็จ"

 

"แต่ กลางดึกอย่างนี้ ร้านเบเกอรี่ที่ไหนจะเปิด?"

"เราจะหาเจอ โตเกียวเมืองใหญ่ ต้องมีร้านเบเกอรี่โต้รุ่งสักที่"

 

เราขึ้นนั่งโคโรล่าคันเก่า ขับละล่องเรื่อยไปตามถนนของโตเกียว
ตีสองสามสิบ เราควานหาร้านเบเกอรี่
นั่งบนรถ ผมหมุนพวงมาลัย เธอนั่งในตำแหน่งผู้สังเกตุการณ์
มองหา กราดทั่วท้องถนนเช่นพญาเหยี่ยวกราดมองหาเหยื่อ
ผู้ที่นอนเหยียดนิ่ง แข็งทื่อเหมือนปลาตายอยู่เบาะหลัง
คือ Remmington ปืนลูกซองออโตเมติก
กระสุนสนิมเขรอะของมันแน่นิ่งอยู่ในกระเป๋าเสื้อกันลมของภรรยาผม
เรามีหน้ากากสกีสีดำสองอันในช่องเก็บของ หน้ารถ
ทำไมภรรยาผมถึงมีปืนลูกซอง? ไม่อาจรู้ได้
ไอ้หน้ากากสกีนี่ก็เหมือนกัน
เราไม่เคยไปเล่นสกีที่ไหน แต่เมื่อเธอไม่อธิบายใดๆ
ผมก็ไม่ได้ถาม รู้สึกได้เพียงว่า ชีวิตแต่งงานนี่พึลึก

ครบครันเพียบพร้อม แต่กระนั้นเราก็ยังไม่เจอร้านเบเกอรี่โต้รุ่งสักแห่ง
ขับผ่านถนนโล่งว่างจาก โยโยงิถึงชินจูกุ เรื่อยไปโยสึย่าและอาคาซากะ
อาโอยาม่า ฮิโรอุ รงปงงิ ไดคันยาม่า และชิบุย่า


กลางดึกโตเกียว
ดาษดื่นด้วยผู้คนแปลกและร้านค้าประหลาดมากมายหลากหลาย
แต่ไม่มีร้านเบเกอรี่

สองครั้งสองคราวที่เราเผชิญหน้ารถสายตรวจ
ครั้งแรกเราแอบแทรกตัว เบียดอยู่ข้างถนน
พยายามไม่ให้เด่นต่อสายตา
และอีกครั้ง เราต้องค่อยๆเคลือบคืบคลานผ่าน ช้าเนิบนาบ
ในที่สุด เราก็หลุดรอดสู่เส้นทางโล่งว่างของเราจนได้
ทั้งสองครั้งผมเหงื่อตกอาบรักแร้
แต่ความมุ่งมั่นของภรรยาผมไม่เคยสั่นคอน
เธอจ้องมองหาเพียงแต่ร้านเบเกอรี่
ในทุกครั้งที่เธอเปลี่ยนท่วงท่า
กระสุนปืนสนิมเขรอะส่งเสียงกร๊อบแกร๊บดั่งเมล็ดพืชเไหวในหมอนโบราณ

 

"ลืมมันเถอะ" ผมพูดขึ้น "ไม่มีเบเกอรี่ที่ไหนเปิดตอนนี้กันหรอก
คุณต้องกลับไปวางแผนใหม่สำหรับเรื่องนี้ละ หรือไม่งั้น---"

 

"หยุดรถ!"

 

ผมกระทืบเบรก

 

"นี่ไงละ"เธอบอก

 

ร้านรวงต่างๆสับประตูปิดจรดพื้น
ความมืดก่อตัวคลุ้ง ผนังทั้งสองฟากของถนนเงียบงัน
ป้ายร้านตัดผมแขวนในความมืดดั่งแววตาที่บิดเบี้ยวเยือกเย็น
มีเพียงป้ายไฟของร้าน Mc Donald's แฮมเบอเกอร์ส่อง
ห่างอยู่สองสามร้อยหลา แต่ ไม่มีใดอื่น

 

"ไม่เห็นมีร้านเบเกอรี่ที่ไหน"ผมกล่าว

 

ปราศจากคำพูดใด เธอเปิดช่องเก็บของ หยิบเทปกาวออกมาถืออยู่ในมือ
เธอก้าวลงจากรถ ผมลงอีกฟากของผม เธอก้มลงที่หน้ากระโปรงรถ
ดึงเทปกาวแปะปิดเลขป้ายทะเบียนรถ เดินไปด้านหลังและทำแบบเดียวกัน
คล่องแคล่วราวฝึกฝนจนชำนาญ
ผมยืนที่ขอบถนน มองดูเธอ

 

"เราจะกินแม็คโดนัลส์กัน"เธอพูดราวกับประกาศรายการอาหาร

 

"แม็คโดนัลส์ไม่ใช่เบเกอรี่" ผมชี้ประเด็นชัด

 

"มันก็คล้ายๆกัน" เธอกล่าว "บางทีคุณต้องยอมประนีประนอมกันบ้าง เข้าไปเลย"

 

ผมขับรถเข้าไปจอดในที่จอดรถของร้าน เธอส่งปืนลูกซองห่อคลุมด้วยผ้าให้กับผม

 

"ผมไม่เคยยิงปืนมาก่อนเลยในชีวิต" ผมประท้วง

 

"คุณไม่ต้องยิง แค่ถือมันเอาไว้ ได้ไหม? ทำตามที่ฉันบอก
เราจะเดินเข้าร้านตามปรกติ เมื่อพวกพนักงานพูดว่า
-แม็คโดนัลส์ยินดีต้อนรับ-เราก็ดึงหน้ากากสวม เข้าใจแล้วนะ?"

 

"แน่นอน..แต่"

 

"แล้วคุณต้องตวัดปืนขึ้นเล็งที่หน้าพวกนั้นไว้
สั่งให้พวกพนักงานและลูกค้าไปอยู่รวมๆกัน ให้เร็วที่สุด ที่เหลือ ฉันจัดการเอง"

 

"แต่.."

 

"คุณคิดว่าเราต้องการแฮมเบอร์เกอร์กี่อันดี สามสิบ?"

 

"ประมาณนั้น" ผมถอนหายใจ รวบปืนเข้าไปในห่อผ้าให้มิดชิด
หนักราวกับถือกระสอบทราย ดำเข้มประหนึ่งความมืดมิดของค่ำคืน

 

"เราจำเป็นต้องทำอย่างนี้หรือ" ผมกึ่งๆทั้งถามเธอและถามตัวเอง

 

"แน่นอน จำเป็นที่สุด"

 

สาวน้อยอยู่ในหมวกแม็คโดนัลส์ ฉายวาบรอบยิ้มของแม็คโดนัลส์ให้ผม


"แม็คโดนัลส์ยินดีต้อนรับค่ะ"


ผมไม่เคยคิดว่าจะมีเด็กสาวทำงานกะดึกของแม็คโดนัลส์อย่างนี้
สายตาของเธอทำผมสับสนไปชั่วครู่
แต่ในนาทีนั้น ผมดึงหน้ากากลงคลุม
เมื่อเผชิญหน้ากับสองมนุษย์หน้ากากดำ สาวน้อยอ้าปากค้าง

แจ่มชัดเป็นที่สุด แม็คโดนัลส์ไม่ได้สอนวิธีการต้อนรับและการจัดการ
กับสถานการณ์เช่นนี้เลย ปากเธอยังคงจีบเป็นรูป"แม็คโดนัลส์ยินดีต้องรับค่ะ"
แต่อยู่ในท่าค้างไม่มีเสียงใดเปล่งออกมา
ถึงกระนั้น คล้ายกับเสี้ยวจันทร์ในเวิ้งฟ้ารุ่งอรุณ
ร่องรูปแห่งรอยยิ้มมืออาชีพยังคงไม่จางหายไปจากขอบเค้นของริมฝีปาก

รวดเร็วเท่าที่ผมจะทำได้ ผมเปลือยห่อผ้ายกปืนขึ้นเล็งเข้าไปที่ฝั่งโต๊ะนั่ง
มีเพียงลูกค้าหนุ่มสาวคู่เดียว น่าจะเป็นเด็กมัธยม
ก้มหน้าฟุบลงกับโต๊ะพลาสติก เงียบสนิท
สองหัวและสองถ้วยสตอเบอรี่มิลค์เชควางเรียง
ราวกับเป็นรูปปั้นแนวอาวอง การ์ด

พวกเขานิ่งราวหลับในความตาย ดูไม่เป็นปัญหาสำหรับเราเท่าไรนัก
ผมแกว่งปืนกลับหันไปที่เคาน์เตอร์

 

พนักงานแม็คโดนัลส์ทั้งหมดมีสามคน
สาวน้อยที่เคาน์เตอร์ ผู้จัดการร้าน
และหนุ่มหน้าขาวราวไข่เพิ่งปอก ในอายุยี่สิบปลายๆ
กับเด็กในชุดนักเรียนในครัวอีกคน
และอีกเงาผอมๆของชายหน้าไร้ความรู้สึกอีกคนหนึ่ง
ทั้งหมดยืนอยู่หลังเครื่องคิดเงิน
จ้องมองปากกระบอกปืน
คล้ายนักท่องเที่ยวก้มมองบ่อน้ำของชาวอินคา
ไม่มีใครโวยวายหรือกระโตกกระตาก
ปืนเริ่มหนักจนผมต้องพาดวางปลายกระบอกไว้บนเครื่องคิดเงิน
นิ้วยังเกาะที่ไกปืน

 

"เอาเงินไปได้เลย" ผู้จัดการร้านบอก เสียงแหบแห้ง


"เขามาเก็บเงินไปแล้วตอนห้าทุ่ม เหลือที่เราไม่มากนัก
แต่คุณเอาไปได้เลย ได้ทุกอย่าง รับประกัน"

 

"ปิดประตูหน้าลง แล้วปิดไฟที่ป้ายนั่นด้วย" ภรรยาผมกล่าว

 

"ประเดี๋ยวครับ..." ผู้จัดการร้านพูด " เราทำอย่างนั้นไม่ได้นะครับ
เราโดนแน่ ถ้าปิดป้ายโดยไม่ได้รับอนุญาติ"

 

ภรรยาผมพูดซ้ำอีกครั้ง ช้าชัดทุกคำ เขาดูค่อยๆแหลกสลายเป็นชิ้นๆ

 

"คุณควรทำตามที่เธอบอกนะ"ผมเตือน

 

เขามองมาที่ปากกระบอกของปืนที่วางบนเครื่องคิดเงิน
แล้วมองไปที่ภรรยาผม แล้วกลับมาที่ปืนอีกครั้ง
ยอมแพ้ในที่สุด เขาปิดสวิทซ์ไฟ กดปุ่มเลื่อนปิดประตูหน้า
บนแผงควบคุมไฟฟ้า ผมจับจ้องที่เขาตลอด
กลัวว่าเขาจะกดปุ่มเตือนภัยเข้า แต่เท่าที่รู้
แม็คโดนัลส์ไม่มีสัญญาญเตือนภัย
อาจเพราะไม่เคยมีใครบุกปล้นร้านแม็คโดนัลส์ก็เป็นได้

ประตูหน้าส่งเสียงโครมใหญ่เมื่อเลื่อนปิดลง
ก้องดั่งเสียงถังกลวงโดนฟาดด้วยไม้เบสบอล
คู่หนุ่มสาวยังคงหลับไหลดั่งถูกแช่แข็ง
พูดถึงการนิ่งหลับ ผมไม่เคยได้เห็นอะไรหลับนิ่งแบบนี้มาหลายปีแล้ว

 

"สามสิบบิ้กแม็ค กลับบ้าน"ภรรยาผมสั่ง

 

"เอาเงินไปแทนเถอะครับ" ผู้จัดการร้านอ้อนวอน


"ผมจะให้เท่าที่คุณต้องการ คุณเอาไปซื้ออาหารที่อื่นหรืออะไรก็ได้
ทำแบบนี้มันจะป่วนเรื่องบัญชีผมและ...และ.."

 

"คุณควรทำตามที่เธอพูดนะ"ผมเตือนอีกครั้ง

 

ทั้งสามคนตรงเข้าครัว เริ่มทำบิ้กแม็คทั้งสามสิบอัน
เด็กชุดนักเรียนปิ้งเนื้อเบอร์เกอร์ ผู้จัดการร้านเอาประกบขนมปัง
สาวน้อยเอาห่อกับกระดาษ ไร้ซุ่มเสียง ไม่มีใครพูดสักคำ

ผมยืนหลังพิงตู้เย็น เล็งปืนไปที่ตระแกงกระทะ
ชิ้นเนื้อจุดเรียงเป็นก้อนกลมสีน้ำตาลสลับแถวแบผ้าลายจุด
ท่ามกลางเสียงฉู่ฉี่


กลิ่นเนื้อหอมหวานลอยแทรกมุดเข้าทุกรูขุมขนของร่างกาย
คล้ายฝูงแมลงเล็กจิ๋วมุดฝังหายเข้าไปในสายเลือด
และแพร่พุ่งกระจายไปทั่วทุกแห่งหน
รวมเป็นก้อนมหึมาสู่ถ้ำสุญญากาศแห่งความโหยหิวของผม
เรียงไล่จนไปชิดผนังสีชมพูของมัน

ห่อสีขาวกองมหึมาของเบอร์เกอร์ก่อตัวอยู่ข้างๆ
ผมอยากจะแกะทึ้งมันเสียตอนนั้น
แต่ผมไม่สามารถแน่ใจได้ว่ามันจะเป็นการกระทำ
ที่เราควรทำหรือไม่อย่างไร ผมควรทนอีกหน่อย

 

ในครัวร้อนระอุ เหงื่อผมเริ่มออกหลังหน้ากากสกีสีดำ

พนักงานแม็คโดนัลส์เหลือบมองตามปากกระบอกปืน
ผมยืนเกาหูด้วยนิ้วเล็กๆของมือซ้าย
หูผมจะคันยิบๆตอนผมหงุดหงิด
สอดนิ้วขยับหยุบหยับใต้หน้ากาก
ผมกำลังทำให้ปากกระบอกปืนส่ายไปมาอยู่นั่นเอง
นี่แหละที่ทำให้พวกเขามองตามปากปืนอย่างกังวลงุ่นง่าน
มันไม่ลั่นเปรี้ยงไปหรอก
ผมยังไม่ได้ปลดเซฟล็อกเลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขาไม่รู้
และผมก็ไม่ได้บอกพวกเขาด้วย

ภรรยาผมเริ่มนับชิ้นแฮมเบอร์เกอร์ที่เสร็จแล้ว
ใส่ลงในถุงพลาสติกของห้างสรรพสินค้าข้างละสิบห้า

 

"พวกคุณทำอย่างนี้ทำไม" สาวน้อยคนนั้นถามผม


"ทำไมคุณไม่เอาเงินไปแล้วซื้ออย่างอื่นที่คุณอยากได้
การกินบิ้กแม็คสามสิบอันมันมีประโยชน์ตรงไหน?"

 

ผมส่ายหัว

 

ภรรยาผมอธิบาย "เราเสียใจ ขอโทษด้วย แต่แถวนี้มันไม่มีร้านเบเกอรี่
ถ้ามี เราคงบุกเบเกอรี่แทน"

 

เหมือนพวกเขาจะพอใจกับคำอธิบาย อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ถามอื่นใดต่อ
เสร็จแล้วภรรยาผมสั่งโค้กสองแก้วใหญ่จากสาวน้อย และจ่ายตังค์


"เราปล้นแค่ขนมปัง ไม่มีอย่างอื่น"เธอบอก


สาวน้อยตอบรับด้วยการส่ายหัวอย่างซับซ้อนสับสน
คล้ายกับก้มผงกแต่ส่ายหัวไปด้านข้าง
บางทีเธออาจจะทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน
ผมว่าผมพอเข้าใจความรู้สึกของเธอ

ภรรยาผมดึงก้อนเชือกออกจากกระเป๋า
เธอเตรียมมาพร้อมเพียบเรียบร้อย
มัดทั้งสามยึดกับเสา ราวกับกำลังเย็บสอยกระดุมเสื้อ
เธอถามว่าสายเชือกรัดแน่นจนเจ็บไหม
หรือมีใครอยากเข้าห้องน้ำก่อนหรือเปล่า
แต่ไม่มีใครส่งเสียง


เธอยกถุงเบอร์เกอร์ทั้งสองขึ้น แล้วเราก็จากไป
ลูกค้าทั้งสองยังคงนิ่งหลับใหลราวกับปลาใต้ทะเลลึก
จะมีอะไรสามารถปลุกทั้งคู่จากการหลับใหลร่วงลึกอย่างนี้ได้บ้างนะ

เราขับออกมากว่าครึ่งชั่วโมง เจอที่จอดรถว่างอยู่ข้างๆตึก เราเข้าจอด
กินแฮมเบอร์เกอร์ของเราและดื่มโค้ก
ผมส่งหกบิ้กแม็คลงในท้องถ้ำของกระเพาะ
เธอกินไปสี่ ยังเหลืออีกยี่สิบอันที่เบาะหลัง
ความโหยหิว-ความโหยหิวของเราที่รู้สึกอย่างไม่มีวันหาย
เลือนจางไปดั่งฟ้ายามเช้า
แสงแรกจากดวงตะวันย้อมกำแพงตึกสกปรกเป็นสีม่วงอุ่น
และทำให้หอโฆษณายักษ์ของSony Betaสว่างสดด้วยหลากสีสัน
ตามด้วยเสียงครางจากล้อรถบรรทุกบดกับพื้นถนน
และเสียงจิ้บจั๊บเจื้อยแจ้วของมวลหมู่นก
สถานีวิทยุอาร์ม ฟอร์ส อเมริกันกำลังเปิดเพลงคาวบอย
เราแชร์บุหรี่มวนเดียวกัน
ต่อจากนั้นเธอผ่อนหลับพักศีรษะแนบอยู่กับไหล่ผม

 

"มันจำเป็นจริงๆเหรอ ที่เราต้องทำแบบนี้" ผมเอ่ยถาม

 

"แน่นอนค่ะ จำเป็นมาก" เธอถอนหายใจ เอนหลับพิงกับตัวผม
อ่อนนุ่มราวกับลูกแมวตัวเล็กๆ

 

เหลือผมอยู่เพียงผู้เดียว ผมเอื้อมตัวข้ามกาบเรือ ก้มลงมองไปยังพื้นทะเล
ภูเขาไฟหายไป
พื้นน้ำเงียบสงบสะท้อนเพียงผืนฟ้า
คลื่นเล็กๆกระเพื่อมคล้ายชุดนอนผ้าไหมไหวในสายลมหนาว
ซัดกระทบรอบท้องเรือ สิ้นไร้ปราศจากสิ่งอื่นๆอันใด

ผมแผ่หลังแนบท้องเรือแล้วหลับตาสนิท
รอเพียงกระแสน้ำขึ้น พาพัดผมลอยล่องสู่แห่งหนที่ผมสังกัด